ไทยกับสงครามมหาเอเซียบูรพา
สถานการณ์ก่อนสงคราม
เมื่อเยอรมันยกกองทัพเข้าบุกโปแลนด์ และได้มีการประกาศสงครามขึ้นในยุโรป ระหว่างฝ่ายอักษะกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทางซีกโลกด้านตะวันออก ญี่ปุ่นได้ประจักษ์แน่ชัดว่า สงครามโลกครั้งที่สอง จะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เป็นโอกาสที่ญี่ปุ่น จะบุกเข้าทางดินแดนในอาณานิคมของชาติผิวขาว ในทวีปเอเซีย จึงได้ให้กองทัพญี่ปุ่นยับยั้งการรบในประเทศจีน ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 โดยได้มีการดำเนินการดังนี้ 1. การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ได้จัดส่งผู้สืบราชการลับ และหน่วยทำลายจำนวนแสนคน ออกปฏิบัติการใต้ดินทั่วดินแดนในย่านมหาสมุทรแปซิฟิค ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ถึงออสเตรเลีย และบรรดาหมู่เกาะทั้งหลายในย่านนี้ ตลอดทั้งฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดจีน พม่า มลายู อินเดีย และประเทศไทย 2. จัดแบ่งกำลังกองทัพสนาม ซึ่งมีอยู่ 51 กองพลใหญ่ โดยจัดเป็นกำลังตรึงในดินแดนประเทศจีน แมนจูเรีย และเกาหลี 25 กองพล ส่วนที่เหลือจัดเป็นกำลังสู้รบตามแผนการลงใต้ บุกเอเซียอาคเนย์ 3. วางแผนการจู่โจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ที่เกาะฮาวาย เพื่อตัดกำลังการสู้รบทางเรือ เพื่อมิให้ต้องผจญยุทธนาวีของจักรภพอังกฤษ และสหรัฐอเมริการ่วมกัน ซึ่งจะเป็นการเหลือกำลังของ กองทัพญี่ปุ่นที่จะรับมือได้ 4. ทำสัญญาไม่รุกรานกับสหภาพโซเวียต รัสเซีย เป็นเวลา 5 ปี เมื่อเดือนกันยายน 2484 5. เตรียมการยึดอินโดจีน เป็นฐานทัพเรือ และฐานทัพอากาศ โดยทำสัญญากับรัฐบาล วิธีของฝรั่งเศส เพื่อใช้เมืองฮานอย ไฮฟอง คัมราน และไซ่ง่อน เป็นฐานทัพ ส่งกำลังทหารบกขึ้นอินโดจีน เพื่อยึดหัวหาดจะได้เคลื่อนกำลังเข้าประเทศไทย พม่า และมลายูได้สดวก กับทั้งเป็นการย่นระยะทางการทิ้งระเบิด จากเกาะญี่ปุ่นถึงสิงคโปร์ เหลือเพียง 600 กิโลเมตร
6. ทำสัญญาไม่รุกรานกับประเทศไทยเพื่อลวงให้ตายใจ ซึ่งได้เซ็นสัญญากันเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2483 ในขณะที่รัฐบาลไทยได้ทำสัญญาไม่รุกรานกับฝรั่งเศส และอังกฤษ ที่กรุงเทพ ฯ ในวันเดียวกัน แต่ญี่ปุ่นขอแยกเซ็นสัญญาที่กรุงโตเกียว 7. กำหนดการเข้าโจมตียึดครองประเทศอาณานิคมในเอเซียอาคเนย์ ในเดือนธันวาคม เพื่อให้พ้นฤดูมรสุม เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการสู้รบ ครั้งแรกได้กำหนดไว้ ณ วันที่ 5 ธันวาคม แต่ได้เปลี่ยนมาเป็น วันที่ 8 ธันวาคม เพื่อให้ตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ชาวตะวันตกถือเป็นวันพักผ่อนสำคัญการเตรียมการของไทย
รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงแผนการถอนกำลังทหารญี่ปุ่น 25 กองพล จากประเทศจีน เพื่อระดมกำลังเตรียมบุก อาณานิคมของชาติตะวันตกในเอเซียอาคเนย์ เห็นว่าไทยคงหลีกสงครามไปไม่พ้น จะต้องเตรียมสืบเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศส ตามชายแดนในเขตเขมรและลาว จึงได้จัดตั้งโรงเรียนสืบราชการลับขึ้น โดยความร่วมมือกันระหว่างทหารและตำรวจ เร่งปรับปรุงกองทัพทั้งกองทัพบก และกองทัพเรือ กับได้ยกฐานะกรมทหารอากาศขึ้นเป็นกองทัพอากาศ ด้านกองทัพบก ได้ปรับปรุง กองทัพ กองพล เป็นหน่วยรบอย่างครบถ้วน วางแผนการระดมพล ขยายกำลังอัตราศึกไว้พร้อม เปิดโรงเรียนเสนาธิการขึ้นใหม่ ขยายหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยขึ้นเป็น ระดับโรงเรียนเทคนิค ปรับปรุงศูนย์การทหารปืนใหญ่ ให้มีเครื่องอุปกรณ์การฝึกยิงแบบทันสมัย ขยายโรงงานสรรพาวุธ ให้สามารถสร้างอาวุธ ปืนเล็ก ปืนกล และกระสุนขึ้นใช้ได้เอง ตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารบกขึ้น เพื่อใช้ในราชการในยามฉุกเฉิน ตั้งกรมเชื้อเพลิงและโรงกลั่นน้ำมันขึ้น จนเป็นเรื่องที่ต้องวิวาทกับบริษัทอังกฤษและอเมริกา ถึงขั้นแตกหักต้องเลิกกิจการไป นอกจากนี้ยังได้สั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจาก เยอรมัน สวีเดน และอิตาลี อย่างครบครัน ด้านกองทัพเรือ ได้สั่งต่อเรือรบที่ญี่ปุ่น และอิตาลี มีทั้งเรือฟรีเกต เรือบึน เรือตอร์ปิโด และเรือดำน้ำ เป็นจำนวนมาก ได้ปรับปรุงสถานีทหารเรือที่สัตหีบ เพื่อใช้เป็นฐานทัพ สร้างโรงเรียนนายเรือใหม่ นับว่าเป็นกองทัพเรือที่ทันสมัยมากในเวลานั้น ด้านกองทัพอากาศ เมื่อได้ยกระดับกรมทหารอากาศขึ้นเป็นกองทัพอากาศแล้ว ก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินประเภทต่าง ๆ จากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก จัดเป็นฝูงบินรบและกองบินน้อยขึ้น ในหลายจังหวัด สร้างโรงงานซ่อมเครื่องบิน และประกอบลูกระเบิดขึ้นเอง นอกจากการสร้างเสริมกำลังทั้งสามเหล่าทัพในด้านวัตถุแล้ว ในด้านคน ก็ได้จัดส่งนายทหารไปศึกษา และดูงานการทหารในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งกำลังพลเหล่านี้ได้กลับมา เป็นกำลังสำคัญของกองทัพต่อไป การจัดตั้งยุวชนทหาร เป็นการสร้างพลเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนให้เป็นทหารที่แกร่งกล้า มีความรักชาติ มีระเบียบวินัย เป็นพลเมืองกระดูกเหล็ก เป็นทหารใจเพชร มีความสำนึกในหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ นอกจากนี้ในการขยายกำลังรบในยามสงคราม จะต้องฝึกสอนเตรียมนายทหารและนายสิบเข้าตามอัตราศึก ในเวลาระดมพลให้มีจำนวนเพียงพอ ในระดับผู้บังคับหมวด และผู้บังคับหมู่ การฝึกกำลังพลดังกล่าว อนุโลมตามแบบการฝึกนายทหารกองหนุนของสหรัฐอเมริกา และของประเทศอังกฤษ
การดำเนินการเจรจาทางการทูต
ได้ดำเนินการส่งทูตพิเศษไปเยือนประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นเอเซีย ส่งฑูตพิเศษไปเจรจากับรัฐบาลเยอรมัน เพื่อส่งเสริมการเรียกร้องดินแดนคืน โดยให้ฝรั่งเศสยับยั้งการรุกราน ได้เจรจาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต กับประเทศโซเวียตรัสเซีย เพื่อเปิดการเดินทางสายไซบีเรีย ในกรณีที่เกิดสงครามในยุโรป ทางด้านประเทศญี่ปุ่น ได้ตั้งความหวังว่ากองทัพไทย จะได้ร่วมเป็นสมรมิตรกับญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเซียบูรพา โดยที่ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยซึ่งเป็นประเทศที่เป็นเอกราชมาช้านาน เช่นเดียวกับญี่ปุ่น และมีพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มี พระจักรพรรดิ์ ได้ช่วยกันขจัดอิทธิพลของชาวผิวขาว ที่มาครองอาณานิคมในอาเซียให้สิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามทางญี่ปุ่นได้แสดงความไม่พอใจที่ไทยส่งคณะฑูตพิเศษ ไปติดต่อกับรัฐบาลรัสเซีย จึงต้องมีการชี้แจงเข้าใจว่า ไทยเพียงต้องการเปิดการคมนาคมทางรถไฟสายไซบีเรีย เพื่อให้คนไทยเดินทางไปมาระหว่างยุโรปกับตะวันออก ในระหว่างสงครามได้สะดวกเท่านั้น ไม่มีนโยบายอื่นได้อีก อนึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศเล็ก อยู่ห่างไกลจากรัสเซียมาก กับทั้งมีกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์อยู่ด้วย ทางเอกอัครราชฑูตอังกฤษประจำมอสโคว์ได้แจ้งเรื่องที่ญี่ปุ่นเตรียมทำสงคราม โดยจะบุกลงทางใต้ในเอเซียอาคเนย์ ตลอดทั้งไทย พม่า มลายู จึงขอให้ไทยได้เตรียมการต้านทานร่วมกันกับอังกฤษ ทางรัฐบาลไทยได้เสนอแผนการสงครามของญี่ปุ่นไปให้เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษทราบ ได้มีการประชุมระหว่างฝ่ายเสนาธิการของไทย กับทูตทหารของสองประเทศดังกล่าว สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นแจ้งว่า ประธานาธิบดีรูสเวลท์ กำลังเจรจาเพื่อบีบบังคับญี่ปุ่นอยู่ และเชื่อว่าญี่ปุ่นคงไม่กล้าเข้าจู่โจม ทางฝ่ายอังกฤษรู้สึกวิตกกังวลมาก แต่ก็หวังความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์ตามที่ไทยได้ร้องขอไปนั้น ทางสหรัฐอเมริกายินดีจะส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดมาให้จำนวนหนึ่ง โดยจะส่งผ่านมาทางฟิลิปปินส์ ส่วนการสนับสนุนจากอังกฤษนั้น ฝ่ายอังกฤษตอบปฎิเสธมาว่า ประเทศอังกฤษต้องรบติดพันอย่างหนักอยู่ในสมรภูมิยุโรป จึงไม่มีอาวุธจะส่งมาสนับสนุนให้ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน จะมีก็เพียงปืนใหญ่สนาม และปืนสโตรกส์ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก นโยบายการต้านทาน และแผนการสงครามต่อญี่ปุ่นนั้น ทางสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีนโยบายไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือตอนที่ กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเคลื่อนกำลัง นายกรัฐมนตรี เชอร์ชิลส์แห่งอังกฤษ ได้เสนอร่างโทรเลขให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามยื่นคำขาดต่อรัฐบาลญี่ปุ่น ร่วมกับประเทศในเครือจักรภพของอังกฤษ ในวันที่ ๕ ธันวาคม 2484 แต่ประธานาธิบดีรูสเวลท์ยังลังเล จึงไม่ยอมลงนามเพราะเกรงว่าทางรัฐสภาสหรัฐ ฯ จะไม่รับรอง กับทั้งยังได้ขอร้องอังกฤษยับยั้งการส่งทหาร เข้ามายันกองทัพญี่ปุ่นในดินแดนไทย เพราะเกรงจะถูกประนามว่า เป็นฝ่ายรุกราน อย่างไรก็ตามประเทศทั้งสองก็ได้แสดงความสนใจ ( GAEAT CONGER) ต่อสถานการณ์นี้ ทูตทหารบกของเยอรมัน ได้เสนอบันทึกลับต่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้เร่งรัดปรับปรุงกองทัพโดยเร่งด่วน เพื่อรับสถานการณ์สงครามขนาดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นในเอเซีย เพื่อใช้เป็นอำนาจในการรบ และการเจรจาทางการเมืองให้เป็นผลสำเร็จ กับทั้งมีความเห็นว่าควรจะหลีกเลี่ยงการสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก และประเทศไทยจะหวังพึ่งชาติอื่นไม่ได้เลย ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะบุกอาเซียอาคเนย์ 2 เดือน ทูตทหารเยอรมันประจำประเทศไทย ได้แจ้งให้ทราบเป็นการลับเฉพาะว่า ญี่ปุ่นจะบุกอินโดจีนผ่านประเทศไทยทางด้านอรัญญประเทศ เพื่อมุ่งไปโจมตรีพม่า และจะมีกำลังหนึ่งกองพลตรึงอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ส่วนอีกสี่กองทัพใหญ่ จะกระจายขึ้นตามฝั่งทะเลภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ไปถึงโกตาบารู ซึ่งเป็นแผนการที่แน่นอน และย่ำว่าอย่าได้แจ้งรัฐบาลประเทศใดทราบว่า กระแสข่าวนี้มาจากทูตทหาร จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เชิญทูตทหารบก และทูตทหารเรือญี่ปุ่น มาสอบถามก็ไม่ได้ความกระจ่าง โดยตอบว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ได้ให้ความเห็นว่า ถ้ากองทัพญี่ปุ่นจะโจมตีสิงคโปร์จริง ก็น่าจะกระจายกำลังขึ้นตามฝั่งทะเลดังกล่าว เมื่อได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทูตทหารสหรัฐอเมริกา และอังกฤษทราบเป็นการด่วน ทั้งสองประเทศถือว่า เป็นข่าวสำคัญและเริ่มไหวตัว
การปฎิบัติของสหรัฐและอังกฤษ
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ได้มีสารส่วนตัวถวายสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น โดยให้ทรงยับยั้งแผนการบุกประเทศในอาเซียอาคเนย์ แต่มิไช่การยื่นคำขาด เพราะสหรัฐ ฯ เองก็ไม่ต้องการทำสงครามกับญี่ปุ่น ในย่านมหาสมุทรแปซิฟิค เพราะต้องเตรียมจะประกาศสงครามกับเยอรมัน ซึ่งจะต้องใช้กำลังมหาศาลในภาคพื้นยุโรป ส่วนทางด้านประเทศไทย ฝ่ายทหารของสหรัฐ ฯ เห็นว่า ถ้ากองทัพญี่ปุ่นยกกำลังเข้าบุก กองทัพไทยก็ไม่มีกำลังพอที่ต้านทานได้ และคงจะต้องยอมจำนนในเร็ววัน เพราะฉะนั้นจึงได้สั่งระงับการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด จำนวนหนึ่ง ซึ่งจอดรอคอยการรับมอบกันที่ ฟิลิปปินส์ให้กับกองทัพอากาศไทยนั้นเสีย ส่วนอังกฤษได้เสริมกำลังในมลายูและขอให้ไทยเป็นกองระวังหลัง โดยอังกฤษได้เตรียมกำลังจากอินเดีย ซึ่งมีกรมรถรบและรถยนต์ กับได้ส่งทหารสองกรม และกำลังทหารจากออสเตรเลีย จำนวนสองกองพลน้อย ซึ่งเมื่อรวมกับกำลังของมลายู และของอังกฤษแล้วจะมีกำลังกว่า 80 กองพัน ในการประชุมกับทูตทหารอังกฤษ และฝ่ายเสนาธิการของไทย อังกฤษได้ขอร้องให้ไทยเป็นกองระวังหลัง เพื่อให้อังกฤษสามารถถอนกำลังออกจากมลายู ในกรณีที่ต้านทานกำลังญี่ปุ่นไว้ไม่ได้ และอังกฤษมิได้ให้ความช่วยเหลือในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด
การเตรียมการต่อสู้ภายในประเทศ
ทางรัฐบาลไทยได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยการประกาศสู้ตาย และเผาผลาญทำลายบ้านเมือง ไม่ให้ข้าศึกได้ใช้ประโยชน์ได้ ในกรณีที่รุกรานแล้วสู้ไม่ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2484 ทูตทหารเยอรมันได้เข้าพบ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อแจ้งให้ทราบว่า กองทัพญี่ปุ่นได้เคลื่อนกำลังมุ่งสู่ทะเลใต้ ด้วยขบวนเรือลำเลียงกว่า 80 ลำ มีเรือรบคุ้มกันเป็นจำนวนมาก ผ่านทะเลจีนมุ่งสู่อ่าวไทย และตรงไปยังชายฝั่งจังหวัดทางภาคใต้ของไทย ตามจุดต่าง ๆ และกำลังทางบก ส่วนใหญ่มายันอยุ่ในเขตแดนเขมรกับประเทศไทย พร้อมที่จะเคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนไทย ตามคำสั่งแม่ทัพใหญ่ของญี่ปุ่น การดำเนินการทุกอย่าง เป็นไปตามที่ได้เคยรายงานไว้ เมื่อสองเดือนก่อนทุกประการ จอมพล ป.พิบูลสงครามได้ทราบเรื่องแล้ว จึงได้รีบออกเดินทางไปอรัญประเทศ พร้อมด้วย พลโท จิระ วิชิตสงคราม เสนาธิการทหารบก และพลตรี จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ โดยมิได้มอบหมายสั่งการ และแจ้งให้ทราบ ว่าจะไปที่ใด กลับเมื่อใด กับทั้งมิได้มีเครื่องมือสื่อสารติดต่อกันได้กับกองบัญชาการทหารสูงสุด และทางคณะรัฐมนตรี ในตอนบ่ายของวันที่ 6 ธันวาคม 2484 นักบินตรวจการณ์ของกองทัพออสเตรเลีย ได้บินตรวจอ่าวไทย พบเรือลำเลียงทหารของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งมีเรือรบคุ้มกันมาสองขบวน จึงได้รายงานไปยัง กองบัญชาการทหารสูงสุดที่สิงคโปร์ นายพลเพอร์ซิวัล ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่สิงคโปร์ ได้สั่งให้กำลังกองทัพเรือพร้อมทั้งเครื่องบิน ออกโจมตีทำลายการเคลื่อนที่ของกองทัพญี่ปุ่นในท้องทะเลหลวง แต่จอมพล เซอร์ โรเบิร์ท บรุค ป๊อปแฮม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพอังกฤษภาคพื้นเอเซีย พิจารณาเห็นว่า ขบวนเรือของกองทัพญี่ปุ่นดังกล่าว มุ่งเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง จึงไม่ใช่ธุระของอักฤษ ดังนั้นจึงเพียงแต่สั่งการเตรียมพร้อมอันดับหนึ่งไว้เท่านั้น การดำเนินการของรัฐบาลไทย เมื่อญี่ปุ่นขอเดินทัพผ่านไทย ในระหว่างวันที่ 6-7 ธันวาคม 2484 วงการทูตในประเทศไทย ได้มีการติดต่อกันทางโทรเลข และโทรศัพย์กันวุ่นวาย จากรายงานข่าวที่มีขบวนเรือลำเลียง และเรือรบของกองทัพญี่ปุ่น จำนวนประมาณ 80 ลำ ได้แล่นผ่านอ่าวคัมรานของญวนมุ่งหน้ามาที่อ่าวไทย ตอนบ่ายวันที่ 7 เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ขอเข้าพบ นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยแจ้งว่ามีเรื่องสำคัญที่สุดที่จะต้องปรึกษาโดยด่วน เกี่ยวกับเรื่องที่กองทัพญี่ปุ่น จะต้องขอผ่านประเทศไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่า ไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะต้องรอนายกรัฐมนตรีซึ่งไปตรวจราชการต่างจังหวัดอยู่ ในคืนวันเดียวกัน พลตำรวจเอกหลวงอดุลย์ เดชจรัส รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นซึ่งแยกประเด็นได้๔ประการคือ 1.ขอให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยโดยจะเคารพอธิปไตยของไทย 2. ให้ประเทศไทยทำสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมกับญี่ปุ่น ๓. ให้ประเทศไทยเป็นภาคีประเทศอักษะ ๔. ไม่ตกลงอะไรเลยก็ได้ คณะรัฐมนตรีตกลงอะไรไม่ได้ จำเป็นต้องรอนายกรัฐมนตรี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น พร้อมด้วยทูตทหารบก - เรือ กับนายทหารติดตามอีก 6 - 7 นาย ได้มานั่งคอยคำตอบอยู่ที่ตึกชั้นล่าง ของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่เมื่อยังไม่ได้รับคำตอบก็ต้องกลับไปก่อน และแจ้งว่าเวลา ๕ นาฬิกา จะกลับมาใหม่ เพื่อขอรับคำตอบโดยทันที หาไม่จะดำเนินการตามแผนการ เช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เดินทางมาถึงที่ประชุม คณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลอากาศตรี พระเวชยันต์ รังสฤษดิ์ แม่ทัพอากาศ พลโท จิระ วิชิตสงคราม เสนาธิการทหาร และพลตรี จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ รัฐมนตรี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นพร้อมทั้งคณะฑูตทหาร ได้ตรงเข้ามาห้อมล้อม และขอคำตอบโดยทันที แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม แจ้งเรื่องนี้เป็นเรื่องความเป็นความตาย ต้องปรึกษาและขออนุมัติคณะรัฐมนตรี และต้องเป็นคำตอบของรัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว ในที่สุดเอกอัครราชทูตก็ตงลงให้เวลา30นาทีสำหรับคำตอบ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้ขอให้ แม่ทัพบก แม่ทัพเรือ และแม่ทัพอากาศ ชี้แจงให้ทราบว่า กองทัพไทยจะสู้รบต้านทานกับกองทัพญี่ปุ่นได้เพียงใด ก็ได้รับคำตอบจากแม่ทัพบกและแม่ทัพอากาศ (แม่ทัพเรือ เข้ามาที่หลัง) แถลงว่าไม่มีทางที่จะต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และอังกฤษไม่ได้ช่วยเหลือไทยแต่ประการใด ฝ่ายสหรัฐได้สั่งงดไม่ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด จำนวนหนึ่งตามที่ตกลงไว้เดิม ฝ่ายอังกฤษมีกำลังกองทัพบก กองทัพเรือ และนาวิกโยธิน อยู่เป็นจำนวนมากที่พอจะรับมือกับกองทัพญี่ปุ่นได้ แต่กลับขอให้ไทยซึ่งมีกำลังอยู่ในภาคใต้เพียงไม่กี่กองพัน เป็นกองระวังหลังยับยั้งการรุกรานของญี่ปุ่น เพื่อให้โอกาสกองทัพอังกฤษถอยทัพจากสหรัฐมลายูไปอินเดียได้
สถานการณ์ทางทหารและการเมือง
ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ กลางคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2484 ก็ได้มีรายงานมาตามลำดับ ถึงสถานการณ์ทางทหารที่เกิดขึ้นคือ - กำลังทหารของญี่ปุ่น ได้ยกพลขึ้นบกที่สงขลา ปัตตานี และได้มีการปะทะกับกำลังฝ่ายไทย - ได้มีชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ นำรถยนต์จำนวน 14 - 15 คัน ไปทางจังหวัดสมุทรปราการ นัยว่า เพื่อไปรับกองกำลังญี่ปุ่นที่จะมาขึ้นบกที่ปากน้ำ นายพลตำรวจตรีหลวงอดุลเดชจรัส จึงได้สั่งการให้ปิดถนนสาย สมุทรปราการ - กรุงเทพ ฯ เมื่อเวลา 03.00 น. - กองทัพญี่ปุ่นได้ส่งเรือรบมา ๓ ขบวน ขบวนหนึ่งมีจำนวนเรือ 15 ลำ มุ่งตรงไปสงขลา อีกขบวนหนึ่งตรงมาอ่าวไทยทางทิศตะวันออก บริเวณเกาะสมุย และอีกขบวนหนึ่งตรงมาที่ปากน้ำสมุทรปราการ โดยที่ทางกองทัพเรือของไทยได้ไปรวมกำลังอยู่ที่เกาะสีชัง - มีวิทยุโทรเลขจากสิงคโปร์ ปรากฎว่าทหารญี่ปุ่นขึ้นที่กลันตัน ในเขตอังกฤษห่างจากแดนไทย ประมาณ 18 ไมล์
- ที่พระตะบอง กองทัพกำลังเคลื่อนเข้าหากัน - ทางสิงคโปร์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ญี่ปุ่นพยายามยกพลขึ้นบก เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 พร้อมทั้งโจมตีทิ้งระเบิดฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐมลายู ทหารญี่ปุ่นขึ้นบกสำเร็จ ณ บริเวณชายหาดแห่งหนึ่งในสหรัฐมลายู เรือบรรทุกเครื่องบินของอังกฤษลำหนึ่งถูกยิง ประมาณว่ากองกำลังทางอากาศของญี่ปุ่น ได้ครอบครองน่านน้ำเขตเช่านานาชาติไว้แล้ว - ในเวลาต่อมาก็ได้รับโทรเลขจากเชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มีความว่า "ข้าพเจ้ามีความเห็นอกเห็นใจประเทศไทยที่ถูกญี่ปุ่นบุก ขอให้ประเทศไทยช่วยตัวเองเถิด รัฐบาลอังกฤษย่อมมีความสนใจในความเป็นเอกราชของประเทศไทยอยู่เสมอ" จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสั่งการ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อได้รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรอีก จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงกล่าวสรุปว่า เมื่อเราไม่มีทางสู้ดังปรากฎชัดแจ้งแล้วนั้น ก็มีอยู่ทางเดียวคือ ให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไปได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือเป็นมติของคณะรัฐมนตรีว่า ในข้อเสนอของญี่ปุ่น ๔ ประการนั้นคณะรัฐมนตรีตกลงรับข้อแรกคือให้ทหารญี่ปุ่นผ่านไปได้ ที่ประชุมตกลง เวลา 07.30 น. เห็นพ้องด้วยในการที่จะสั่งให้ฝ่ายเราหยุดยิง จากนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการไป ๓ เรื่องคือ 1. ให้กองบัญชาการทหารสูงสุด สั่งการให้หน่วยทหารที่ทำการสู้รบทั่วประเทศได้ทราบว่ารัฐบาลไทย ได้เจรจาตกลงให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไปได้ จึงให้ระงับการต่อสู้และหยุดยิงตั้งแต่บัดนี้ และให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งเป็นวิทยุด่วนไปทุกจังหวัด ปล่อยให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไปได้ และไม่ถือว่าเป็นการปราชัย 2. แต่งตั้งให้พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และนายวณิช ปานะนนท์ รัฐมนตรี ไปเจรจาร่างสัญญากับญี่ปุ่น ในเรื่องการให้กองทัพผ่านไปได้โดยรีบด่วน ๓. ตั้งคณะประสานงานกับญี่ปุ่น ในเรื่องกำหนดเขตเรื่องที่พัก และปัญหาที่เกี่ยวกับการทหารโดยรีบด่วน จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกไปเจรจากับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กับคณะที่ได้ให้ตามมาพบ เมื่อเวลา 7.45 น. ในการนี้มีเรื่องเสริมว่าทูตทหารบกญี่ปุ่น ได้แจ้งให้ทราบว่า ต้องเอาผ้าขาวไปปูตามยาวที่สนามราชตฤณมัย (นางเลิ้ง) เพื่อเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลไทยตกลงยินยอมให้กองทหารญี่ปุ่นฝ่านไปได้ก่อนเวลา 8.00 น. เพราะนายพลเอกยามาชิตะแม่ทัพญี่ปุ่นในภาคพื้นนี้ได้กำหนดเวลา 8.00 น. เป็นชั่วโมงศูนย์ ถ้าพ้นกำหนดนี้ แล้วยังไม่ได้รับสัญญาณดังกล่าวก็จะให้กองทัพญี่ปุ่นทุกหน่วยถือประเทศไทยเป็นศัตรู และให้บุกทันที มีเครื่องบินญี่ปุ่น 700 เครื่องที่ไซ่ง่อน คอยรอคำสั่งอยู่ ทั้งนี้เพื่อมิให้เสียแผนการบุกสหรัฐมลายู และพม่า ข้อตกลงระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยและญี่ปุ่น ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องแล้วจากรัฐบาลของตน ตกลงกันดังนี้ 1. เพื่อจะจัดการกับสถานการณ์เร่งด่วนในเอเชียตะวันออก ประเทศไทยจะอนุญาตให้กองทหารญี่ปุ่นผ่านดินแดนของประเทศไทยไปได้ และจะให้ความสะดวกทุกอย่างเท่าที่จำเป็น เพื่อการผ่านดังกล่าว ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ โดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทุกอย่าง อันอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างกองกำลังทหารญี่ปุ่น กับกองกำลังทหารไทย 2. รายละเอียดเพื่อการปฏิบัติตามวรรคแรก จะต้องตกลงกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของประเทศทั้งสอง ๓. ประเทศญี่ปุ่นให้ประกันว่าเอกราชอธิปไตย และเกียรติยศของประเทศไทย จะได้รับการเคารพ คำแถลงการณ์ของรัฐบาลไทย "ด้วยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น. กองทหารญี่ปุ่นได้เข้าสู่ประเทศไทย โดยทางทะเล ในเขตจังหวัดสงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี (บ้านดอน) และบางปู ส่วนทางบกได้เข้ามาทางจังหวัดพระตะบอง และพิบูลสงคราม เกือบทุกแห่ง ทหาร ตำรวจและยุวชนทหารไทย ได้ทำการต่อสู้อย่างเข้มแข็ง อนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็ได้มีข่าวจากต่างประเทศว่า กองทัพเรือญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีเกาะฮาวาย และฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกา ได้ส่งทหารขึ้นบกที่โกตาบารู ในเขตมลายูของอังกฤษ และได้เข้าโจมตีสิงคโปร์ ด้วยเครื่องบินอย่างหนักด้วย ในเรื่องนี้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ได้มาที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 7 ธันวาคม 2484 เวลา 22.30 น. ได้ชี้แจงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า ได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แล้วแต่มิได้ถือว่าไทยเป็นศัตรู หากแต่มีความจำเป็นต้องของทางเดินผ่านอาณาเขตไทย รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พิจารณาปรึกษากันโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แม้ประเทศไทยได้พยายามจนสุดกำลัง ก็ไม่สามารถจะหนีเหตุการณ์นี้ได้พ้น และเนื่องจากสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่จะต่อสู้กันไป ก็จะเป็นการเสียเลือดเนื้อชาวไทย โดยไม่สำเร็จประโยชน์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาตามข้อเสนอของรัฐบาลญี่ปุ่น และผ่อนผันให้ทางเดินแก่กองทัพญี่ปุ่น โดยได้รัยคำมั่นจากรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นลายลักษณ์อักษรว่า จะเคารพเอกราช อธิปไตย และเกียรติศักดิ์ของไทย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ตกลงให้ทางเดินทัพแก่ญี่ปุ่นและการต่อสู้ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็ได้หยุดลง ขอให้ประชาชนชาวไทยจงระงับความตื่นเต้น และพยายามประกอบกิจการงานต่อไปตามเดิม รัฐบาลจะทำความพยายามอย่างสูงสุด ในอันที่จะให้เหตุการณ์ทั้งหลายผ่อนจากหนักเป็นเบา ให้มากที่สุดที่จะทำได้ ขอให้ประชาชนชาวไทยจงรักษาความสงบและฟังคำสั่งคำตักเตือนของรัฐบาลทุกประการ เหตุการณ์ขั้นต่อมาและข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น เมื่อรัฐบาลไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยได้ คณะกรรมการประสานงานกับญี่ปุ่น ก็ได้เริ่มประชุมครั้งแรกกับคณะทูตทหารญี่ปุ่น ที่กระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 8 ธันวาคม 2484 พิจารณากำหนดเขตที่พักของทหารญี่ปุ่นในพระนคร โดยใช้ทางรถไฟสายเหนือเป็นเขต ทหารญี่ปุ่นจะเข้าพักได้เฉพาะฝั่งตะวันออกของทางรถไฟระหว่างสถานีรถไฟหัวลำโพงถึงสถานีรถไฟบางซื่อ ห้ามล้ำเข้ามาทางฝั่งตะวันตก เว้นแต่กรณีจำเป็น เป็นครั้งคราว กับทั้งงดเว้นการล่วงเกินเข้าไปในเขตพระราชวัง วัดวาอาราม และสถานศึกษา แต่ต่อมาเกิดปัญหาน้ำท่วมพระนคร จึงจำเป็นต้องผ่อนผันให้ทหารญี่ปุ่น เข้าพักอาศัยตามโรงเรียนและสถานที่ราชการบางแห่ง ไปพลางก่อนเป็นการชั่วคราว โดยปิดพักการเรียน และโยกย้ายกันมากมาย ทหารญี่ปุ่นได้เข้าไปอยู่ในบริเวณสวนลุมพินี ยึดสปอร์ตคลับ โรงเรียนเตรียมอุดม และโรงเรียนช่างกล ตกกลางคืนมีการพรางไฟ และได้มีการสร้างเครื่องกีดขวาง ขึงลวดหนามตั้งด่านตรวจเป็นต้น เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองพลที่ ๕ ซึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ ชื่อเรียกว่ากองพลโกโนเย่ ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาโดยทางรถไฟสายอรัญญประเทศ ขบวนรถถังและปืนใหญ่ ได้สวมล้อขึ้นแล่นบนรางรถไฟ เป็นขบวนยาวเหยียด หน่วยจักรยานยนต์ก็เคลื่อนที่ผ่านปราจีณบุรี เข้าสู่ชานพระนคร ส่วนทางด้านสมุทรปราการ กองทหารญี่ปุ่นได้ลำเลียงขึ้นบกที่บางปู โดยมีคนญี่ปุ่นเป็นแนวที่ห้าอยู่ในพระนคร แต่งเครื่องแบบทหารเข้าประจำการ นำกำลังขึ้นบุกแล้วเคลื่อนที่มาทางด้านพระโขนงตามแนวถนนสุขุมวิทปัจจุบัน เมื่อกองกำลังทหารญี่ปุ่นเข้ามาตรึงพระนคร การเจรจาของคณะประสานงานฝ่ายกองทัพญี่ปุ่น ก็เปลี่ยนเสียงและมีท่าทีไม่เป็นมิตร พูดก้าวร้าวและยื่นเงื่อนไขหนัก ๆ ในลักษณะประเทศที่อยู่ในความยึดครอง ได้มีการเรียกร้องมากขึ้นตามลำดับกล่าวคือ ในประการแรก ให้หน่วยทหารของไทยอยู่ประจำที่ ห้ามเครื่องบินทั่วไปขึ้นลงสนามบิน ห้ามเรือรบ หรือเรือเดินสมุทรออกจากท่าเรือก่อนแจ้งให้ทางญี่ปุ่นทราบก่อน ห้ามการส่งวิทยุและโทรเลขเป็นรหัส และต้องส่งสำเนาให้ญี่ปุ่นทราบ ประการต่อมาได้เข้าควบคุมสถานีรถไฟ และเตรียมการเดินขบวนรถเสียเอง โดยให้ระดมเรียกรถจักร และรถบรรทุกสินค้ามารวมไว้ในพระนคร เพื่อการลำเลียงทหารญี่ปุ่นต่อไป กับให้รวมรถบรรทุกไว้ตามท้องที่อำเภอต่าง ๆ ซึ่งญี่ปุ่นจะนำวิทยุคลื่นยาวมาแลกเปลี่ยน ห้ามยวดยานพาหนะเดินในเวลากลางค่ำคืน นอกจากจะมีใบอนุญาตพิเศษ ห้ามการโฆษณาใด ๆ เป็นภาษาอังกฤษ ห้ามฉายภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ และในที่สุดให้โรงเรียนต่างๆ เลิกสอนภาษาอังกฤษ ประการต่อมา ชนชาติที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นศัตรู ได้แก่ อังกฤษ อเมริกา และฮอลันดา ให้รัฐบาลไทยจัดการควบคุมเข้าค่ายกักกัน และทำบัญชีรายชื่อส่งให้ญี่ปุ่น เพื่อจะได้รับมอบเป็นเชลยศึกของกองทัพญี่ปุ่นต่อไป ให้ทำบัญชีแสดงทรัพย์สินของชนชาติดังกล่าว รวมทั้งสัมปทานป่าไม้ แร่ ยาง และทรัพย์สมบัติของบริษัทห้างร้านมอบให้แก่ญี่ปุ่น เพื่อนำไปใช้จ่ายในการสงครามต่อไป นอกจากนั้นหน่วยประสานงานญี่ปุ่นได้เรียกร้อง เข้ายึคสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ มาใช้เป็นกองบัญชาการของกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย ในข้อนี้รัฐบาลไทยได้โต้แย้งอย่างรุนแรง และได้ส่งกำลังตำรวจเข้ารักษาพื้นที่ รัฐมนตรีต่างประเทศต้องโทรเลขประท้วงไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียว เรื่องจึงเป็นอันระงับไป
การร่วมวงศ์ไพบูลย์กับญี่ปุ่น
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งพิเศษ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2484 ได้มีการพิจารณาเรื่อง การทำกติกาสัญญาทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าทางญี่ปุ่นเห็นว่า กิจการทหารของเขาได้คืบหน้าไปมาก แต่ทางไทยยังไม่มีอะไรผูกพันกับเขาเลย เหมือนมีรากฐานอยู่บนทราย ดังนั้นทางญี่ปุ่นจึงขอให้ไทย เลือกเอาทาง military co - operation คือการร่วมมือทางทหารของญี่ปุ่น ขอทราบผลการตกลงในเวลา11.00น.ของวันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยได้ประมวลสถานการณ์ ที่ได้พัฒนาไปตามลำดับ กล่าวคือ คาดว่าอังกฤษจะประกาศสงครามกับไทยไม่เกิน 2 อาทิตย์ เวลานี้เครื่องบินอังกฤษได้มาทิ้งระเบิดที่หาดใหญ่เสียหายมาก และทหารอังกฤษสองพันคน ได้เข้ามาที่แม่สอด กำลังเผชิญหน้ากับตำรวจอยู่ ในที่สุดที่ประชุมได้ตกลงใจ ให้ดำเนินการทหารรวมกันกับญี่ปุ่น จากนั้นนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกจากที่ประชุม เพื่อพบทูตญี่ปุ่นซึ่งมาที่ทำเนียบวังสวนกุหลาบ และได้ลงนามใน กติกาสัญญาทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยลงนามร่วมกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ลงนามใน หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมี นายพลโท อีดา แม่ทัพกองทัพที่ 15 ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกญี่ปุ่นในประเทศไทย และนายพลเรือตรี ชาดอง ทูตทหารเรือญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ ฯ ในฐานะผู้แทนจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีดังนี้ 1. กองทัพญี่ปุ่น ณ ประเทศไทย และกองทัพไทยจะทำการร่วมยุทธต่อกองทัพข้าศึกในพม่า 2. ก่อนอื่น กองทัพไทยจะยึดชายแดนไทยพม่าให้มั่นคง พร้อมกับทำการรักษาฝั่งทะเล ทิศตะวันตกของประเทศทางภาคใต้ เพื่อป้องกันการชุมพลของกองทัพไทย - ญี่ปุ่น ในระหว่างนี้ กองทัพไทยจะช่วยถนนสายระแหง - แม่สอด - มิยาวดี (เมียวดี) และสายกาญจนบุรี - บ้องตี้ ทั้งนี้กองทัพญี่ปุ่นจะเข้าร่วมด้วย ๓. กองทัพญี่ปุ่น ณ ประเทศไทย มีความหมายสำคัญที่จะทำการยุทธในภูมิภาคทางทิศใต้ ของแนวระแหง - แม่สอด - มิยวดี (รัฐฉานของพม่า) แนวนี้อยู่ในเขตด้านตรงไปย่างกุ้ง กองทัพไทยนั้นมีความมุ่งหมายสำคัญที่จะทำการยุทธในภูมิภาค ทางทิศเหนือของแนวที่กล่าวแล้ว มุ่งตรงไปเชียงตุงและมัณฑเลย์ ๔. กองทัพอากาศไทย และญี่ปุ่น ต่างฝ่ายต่างทำการยุทธในด้านของตน ถ้ามีความจำเป็น กองทัพอากาศญี่ปุ่น จะเข้าร่วมกำลังกับกองทัพอากาศของไทยด้วย ๕. ราชนาวีแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ครองน่านน้ำไทย ประมาณตั้งแต่เหนือแนวสัตหีบ - หัวหิน ขึ้นไป
ต่อมาอีก 10 วันคือ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2484 ได้มีการลงนามใน กติกาสัญญาไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น มีอยู่๕ข้อด้วยกัน ดังนี้ 1. ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย สถาปนาสัมพันธไมตรีต่อกันและกัน ตามมูลฐานที่ต่างฝ่ายต่างเคารพเอกราชและอธิปไตยแห่งกันและกัน 2. ในกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศไทย อยู่ในการขัดกันทางอาวุธกับประเทศภายนอก จะเป็นประเทศเดียวหรือหลายประเทศก็ตาม ประเทศไทยหรือประเทศญี่ปุ่น จะเข้าข้างภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ในฐานที่เป็นพันธมิตรทันที และจะให้ความช่วยเหลือแก่ภาคีนั้นด้วยบรรดาปัจจัยของตน การเศรษฐกิจ และทหาร ๓. รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อ 2 จะได้กำหนดด้วยความตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจแห่งประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทย ๔. ในกรณีสงครามซึ่งกระทำร่วมกัน ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยรับรองว่าจะไม่ทำสัญญาสงบศึก หรือสันติภาพ นอกจากจะได้ทำความตกลงร่วมกันโดยบริบูรณ์ ๕. กติกาสัญญานี้จะได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันลงนามเป็นต้นไป กติกาสัญญาจะมีกำหนดอายุสิบปี ภาคีทั้งสองฝ่ายจะได้ปรึกษาหารือกัน ในเรื่องการต่ออายุกติกาสัญญานี้ในเวลาอันควร ก่อนสิ้นกำหนดอายุสัญญาดังกล่าวแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ มกราคม 2485 ได้มีการลงนามร่วมกันใน ข้อตกลงในกิจที่เกี่ยวกับการยุทธร่วมกัน ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ระหว่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กับ พลโท อีดา แม่ทัพกองทัพที่ 15 ญี่ปุ่น ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกญี่ปุ่นในประเทศไทย และพลเรือตรี ชาคอง ทูตทหารเรือญี่ปุ่น ในฐานะผู้แทนจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น
การประกาศสงคราม
เมื่อได้ลงนามในกติกาสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่นแล้ว คณะรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ นายเดือน บุนนาค ร่างคำประกาศสงครามพร้อมด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยชนชาติศัตรู และได้ตั้งคณะกรรมาธิการประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร นายวิจิตร วิจิตรวาทการ (หลวงวิจิตรวาทการ) และนายเดือน บุนนาค นำไปตรวจแก้ เตรียมการต่าง ๆ ไว้เรียบร้อย แต่ยังไม่ดำเนินการประกาศสงคราม สรุปเหตุผลที่รัฐบาลไทยต้องประกาศสงครามกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา พอประมวลได้ดังนี้ 1. กองทัพญี่ปุ่นเปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่ขอเดินทัพผ่านประเทศไทยเป็นลักษณะเข้ายึดครอง ได้เข้าควบคุมการเคลื่อนไหวทางทหาร และการคมนาคม 2. กองทัพญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล ถึงกับเสนอขอเข้าฟังการประชุมของคณะรัฐมนตรี ๓. กองทัพญี่ปุ่นเตรียมเกณท์ยวดยานพาหนะ เครื่องอุปกรณ์ในการรบและแรงงาน ๔. กองทัพญี่ปุ่นห้ามการกระจายเสียง การโฆษณา ฉายภาพยนตร์ตลอดจนห้ามสอนภาษาอังกฤษ ๕. กองทัพญี่ปุ่นเริ่มพิมพ์ธนบัตรญี่ปุ่นขึ้นใช้ในประเทศไทย 6. กองทัพญี่ปุ่นเข้าสำรวจเตรียมยึดทรัพย์ของชนชาติอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฮอลันดา ตลอดจนสัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ซึ่งต่อไปรัฐบาลไทยจะต้องชดใช้เป็นเงินจำนวนมหาศาล 7. กองทัพญี่ปุ่นให้ส่งมอบชนชาติอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฮอลันดา ในสถานที่กักกันของไทย ที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาตร์ และการเมืองจำนวนหลายพันคน ไปเข้าค่ายเชลยญี่ปุ่นที่แม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี การประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา เป็นความจำเป็นที่สุด และเป็นการช่วยตนเอง ให้พ้นจากความพินาศ เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศสงคราม จนกระทั้ง เมื่อกลางคืนของวันที่ 24 มกราคม 2485 พระนครถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ลูกระเบิดถูกมุขด้านเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคมพังลงมา เป็นการทิ้งระเบิดครั้งแรก พอวันรุ่งขึ้น 25 มกราคม 2485 ไทยก็ได้ประกาศสงคราม การประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่ และสหรัฐอเมริกา มีสาระดังนี้ "โดยที่ฝ่ายอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้กระทำการรุกรานประเทศไทยมาเป็นลำดับ โดยส่งทหารรุกล้ำเขตแดนเข้ามาบ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ส่งเครื่องบินลอบเข้ามา ทิ้งระเบิดบ้านเรือนของราษฎร ผู้ประกอบการหาเลี้ยงชีพอย่างปกติทั้งระดมยิงราษฎรสามัญ ผู้ไร้อาวุธอย่างทารุณผิดวิสัยของอารยชน ไม่กระทำการอย่างเปิดเผยตามประเพณีนิยมระหว่างชาติ นับได้ว่าเป็นการละเมิดต่อกฏหมายระหว่างประเทศ และมนุษยธรรม ประเทศไทยไม่สามารถที่จะทนดูต่อไปได้อีก อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศทราบทั่วกันว่า ได้มีสถานะสงคราม ระหว่างประเทศไทยฝ่ายหนึ่ง กับบริเตนใหญ่ และสหรัฐอเมริกาอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน วันที่ 25 มกราคม 2485 เป็นต้นไป ฉะนั้น จึงให้ประชาชนชาวไทยทุกเพศทุกวัย ร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาล ปฎิบัติกิจการเพื่อให้ประเทศไทย ประสบชัยชนะถึงที่สุด และพ้นจากการรุกรานอันไม่เป็นธรรมของฝ่ายอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ด้วยกระทำการสนับสนุนกิจการของรัฐบาลอย่างพร้อมเพรียง และปฎิบัติตามคำสั่งของราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งให้ประกอบอาชีพตามปกติของตนอย่างเต็มที่ให้ได้ผล เพื่อนำมาช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมชาติ และพันธมิตรของชาติอย่างมากที่สุด ส่วนผู้อาศัยอยู่ในประเทศนี้ที่มิได้เป็นคนไทย และมิได้เป็นชนชาติศัตรู ให้ตั้งตนอยู่ในความสงบ และดำเนินอาชีพอย่างปกติ และให้กระทำกิจการให้สมกับที่ตนได้รับยกย่องว่า เป็นมิตรของประเทศไทย" รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการประกาศสงครามให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน ในวันที่ 25 มกราคม 2485 มีใจความว่า ตั้งแต่แรกอังกฤษได้แผ่จักรภพมาทางด้านตะวันออก ประเทศไทยได้รับการเบียดเบียนบีบคั้นมาโดยตลอด อังกฤษได้บั่นทอนดินแดน และแบ่งแยกเชื้อชาติไทยให้กระจัดกระจาย กระทำการทุกอย่างให้ไทยอ่อนแอทางการคลัง และเศรษกิจ ส่วนทางสหรัฐอเมริกาก็ดำเนินนโยบาย เช่นเดียวกับอังกฤษ ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน สหรัฐอเมริกาได้ขัดขวาง การดำเนินการของไทยทุกประการ ตลอดจนริบเครื่องบินและอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ไทยสั่งซื้อ และชำระเงินให้เสร็จแล้ว ครั้นเมื่อสงครามได้เกิดขึ้นในบูรพทิศ ประเทศไทยได้รู้สึกผูกพันในหน้าที่ ที่เป็นชาวเอเซีย จึงได้ร่วมเมือทำสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่น แต่ไทยก็มิได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และมิได้ทำการประทุษร้ายรุกรานทั้งสองประเทศดังกล่าวแต่ประการใด ตรงกันข้ามอังกฤษและอเมริกา ได้กระทำประทุษร้ายไทยอย่างรุนแรง ในระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม ถึง 20 มกราคม ไทยได้ถูกโจมตีทางอากาศ 30 ครั้ง และโจมตีทางบกถึง 36 ครั้ง จังหวัดที่ถูกโจมตีมีจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี นครสวรรค์ พระนครและธนบุรี ประจวนคีรีขันธ์ ชุมพร สงขลา และยะลา ในบรรดานักบินที่จับได้ ก็มีนักบินที่เป็นคนชาติอเมริกันอยู่ด้วย การโจมตีทางอากาศก็มิได้ทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือมิได้โจมตีที่สำคัญทางทหาร แต่กลับโจมตีบ้านเรือนราษฎร และใช้ปืนกลยิงผู้คนพลเมืองอย่างปราศจากศีลธรรม ครั้นเมื่อคืนวันที่ 24 มกราคม เครื่องบินอังกฤษไก้มาโจมตีพระนครอีก พฤติกรรมทั้งนี้ย่อมตกอยู่ในวิสัยอันไม่สามารถจะทนดูต่อไปได้ จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศสถานะสงครามระหว่างไทยกับบริเตนใหญ่ และสหรัฐอเมริกาในวันนี้ ตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป การดำเนินการของฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2485 เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงลอนดอน ได้ปรารภกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ควรประกาศสงครามกับไทย เพราะจีนเชื่อว่าไทยถูกญี่ปุ่นบีบบังคับ การประกาศสงครามกับไทยเท่ากับเป็นการผลักดันให้ไทยเข้าข้างญี่ปุ่น แต่เมื่ออังกฤษได้ทราบการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการของไทยจากรัฐบาลสวิส อังกฤษจึงได้ประกาศสงครามกับไทยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2485 โดยให้ถือว่ามีสงครามกับไทย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2485 และได้โทรเลขถึงข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ประจำประเทศ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอัฟริกาใต้ แสดงความหวังว่า ประเทศในเครือจักรภพ จะได้ดำเนินการอย่างเดียวกัน รัฐบาลแคนาดาไม่ได้ประกาศสงครามกับไทย แต่ถือว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะสงครามทางเศรษฐกิจ ทำนองเดียวกันกับประเทศบัลกาเรีย รัฐบาลออสเตรเลียประกาศสถานะสงครามกับไทย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2485 รัฐบาลอัฟริกาใต้ประกาศสงครามกับไทย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2485 โดยถือว่ามีสถานะสงครามกับไทยตั้งแต่วันที่25มกราคม2485 รัฐบาลนิวซีแลนด์ ประกาศสถานะสงครามกับไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2485 โดยถือว่าสถานะสงครามกับไทยตั้งแต่25มกราคม2485 รัฐบาลไทยประกาศไม่รับรู้ประกาศทั้งสามคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอัฟริกาใต้ เนื่องจากไม่มีเหตุอย่างใด ที่ก่อให้เกิดสถานะสงครามระหว่างกัน สำหรับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แสดงท่าทีไม่รับรู้การประกาศสงครามของไทย โดยมิได้ประกาศสงครามตอบ และยังคงถือว่าประเทศไทยเป็นดินแดนที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง เว้นเสียแต่ในกรณีที่กำลังทหารไทย จะเข้าร่วมในการปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่นต่อกองกำลังของสหรัฐ ฯ รัฐบาลสหรัฐ ฯ จึงจะปฏิบัติต่อกำลังทหารไทยเสมือนหนึ่งศัตรู นโยบายเกี่ยวกับประเทศไทยของสหรัฐ ฯ กับอังกฤษจึงเริ่มแตกต่างกันตั้งแต่นั้นมา
การดำเนินสงคราม
ในการปฏิบัติตามสัญญาร่วมยุทธกับญี่ปุ่นตามที่กล่าวมาแล้วนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน มีความเห็นพ้องต้องกันว่าญี่ปุ่นไม่สามารถจะชนะสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร อันมีสหรัฐฯ อังกฤษ จีน และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งขณะนั้นได้ตั้งวงล้อมญี่ปุ่นไว้อย่างหนาแน่น ดังนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมีแนวความคิดทางยุทธศาตร์ที่จะสงวนกำลังกองทัพไทยไว้ ไม่ให้ญี่ปุ่นปลดอาวุธและเข้ายึดครองประเทศไทยไว้ได้ เมื่อญี่ปุ่นเพลี่ยงพล้ำแล้วค่อยใช้กำลังที่สงวนไว้นี้ทำการขับไล่ กองทัพญี่ปุ่นออกไปจากดินแดนไทย จากแนวความคิดดังกล่าวจึงได้แยกกำลังกองทัพบก ให้อยู่ห่างออกไปจากเส้นทางเดินทัพของญี่ปุ่น โดยการโยกย้ายกำลังทางบกส่วนใหญ่ ไปไว้ทางพื้นที่ด้านเหนือของประเทศ เพื่อมิให้กองทัพญี่ปุ่นจู่โจมเข้าปลดอาวุธ เช่นเดียวกับกำลังทหารของอินโดจีนฝรั่งเศส เมื่อกองทัพญี่ปุ่นขอร้องให้รัฐบาลไทย ส่งทหารไปร่วมรบกับทหารญี่ปุ่นในประเทศพม่า โดยแบ่งมอบพื้นที่รับผิดชอบให้ฝ่ายไทย ส่งกำลังเข้ายึดพื้นที่รัฐฉานของพม่า เพื่อป้องกันปีกขวาของกองทัพญี่ปุ่นที่มุ่งเข้าสู่พม่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยินยอมตามข้อเสนอของญี่ปุ่น เพราะเป็นการสอดคล้องกับแนวความคิดของไทยที่จะนำกำลังทหารส่วนใหญ่ไปปฏิบัติการ ทางภาคภาคเหนือของประเทศ และยังทำให้สามารถติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรผ่านทางประเทศจีน ดังนั้น กองบัญชาการทหารสูงสุด จึงได้จัดตั้งกองทัพพายัพขึ้น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2484 และมอบภารกิจให้เข้าไปปฏิบัติการในดินแดนสหรัฐไทยเดิมซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของไทยการปฏิบัติการของกองทัพพายัพ
เมื่อเปิดฉากการสงครามในระยะแรก กองทัพญี่ปุ่นได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว อังกฤษจำเป็นต้องถอนกำลังออกไปจากพม่า และได้มอบภารกิจในการต้านทานกองทัพญี่ปุ่นในสหรัฐไทยเดิม ให้กับกองทัพจีนซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตร และเป็นประเทศคู่สงครามกับญี่ปุ่นมาก่อน กองทัพดังกล่าวเป็นกองทัพจีนฝ่าย ก๊กมินตั๋งภายใต้การบังคับบัญชาของ จอมพล เจียงไคเช็ค โดยมอบให้ กองพลที่ 93 เป็นหน่วยรับผิดชอบ ดังนั้น การรบในพื้นที่สหรัฐไทยเดิมในสงครามาหาเอเซียบูรพา จึงเป็นการรบระหว่างกองทัพพายัพของไทย กับกองพลที่ 93 ของจีนฝ่ายก๊กมินตั๋งโดยตรง กองทัพฝ่ายจีนก๊กมินตั๋ง ที่รับผิดชอบในสหรัฐไทยเดิม คือกำลังของกองทัพที่ 6 ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่ เมืองตองยี (Taunggyi) เมืองหลวงของสหรัฐไทยเดิม ประกอบด้วยกำลังรบ ๓ กองพลใหญ่ คือ กองพลที่49 ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองพาน กองพลที่55 ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองลอยก่อ กองพลที่93 ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองเชียงตุง กองพลที่ 49 และกองพลที่ 55 ได้ถอนตัวไปรักษาพื้นที่มณฑลยูนนานของจีน จึงเหลือเพียงกองพลที่ 93 อยู่รักษาพื้นที่ในสหรัฐไทยเดิม กองพลที่ 93 ได้เคลื่อนที่จากเมืองเชียงรุ้ง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2484 ตามเส้นทางเมืองเชียงรุ้ง - เมืองลอง - เมืองยู้ - เมืองยอง ถึงเมืองยองเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2484 และได้ไปตั้งกองบัญชาการที่เมืองเชียงตุง การจัดตั้งกองทัพพายัพ
กองทัพพายัพจัดตั้งขึ้นโดยการสนธิกำลังจากหน่วยต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีพลตรี จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นแม่ทัพ ประกอบด้วย ๓ กองพลทหารราบ 1 กองพลทหารม้า 1 กรมทหารม้าอิสระ มีหน่วยขึ้นตรงสมทบ คือ 1 กองพลทหารราบ 2 กองพันปืนใหญ่ และ ๔ กองพันทหารช่าง กองทัพอากาศได้จัดบรรจุมอบกองบินน้อย ให้ขึ้นตรงกองทัพพายัพ นอกจากนี้กองบัญชาการทหารสูงสุด ยังได้จัดตั้งกองตำรวจสนามขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในด้านการปกครอง และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ยึดครอง กองทัพพายัพได้เคลื่อนที่เข้าสู่ดินแดนสหรัฐไทยเดิม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2485 ได้ปฎิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบสำเร็จลุล่วงไปตามลำดับ ด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่ทุรกันดาร ขาดเส้นทางคมนาคม และเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ กองทัพพายัพได้เคลื่อนที่เข้าประชิดชายแดนพม่า - จีน ตั้งแต่เหนือสุดตามแนวทิศเหนือ และทิศตะวันออกของเมือง ป๊อก เมืองแผน เมืองยาง เมืองมะ เมืองลา เมืองปัน เมืองวะ เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองแฮะ เมืองนัม เมืองฮุน และเมืองกันไว้ได้โดยตลอด เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2485 หลังจากนั้น กองทัพพายับก็เริ่มถอนกำลังบางส่วน จากสหรัฐไทยเดิมกลับเข้าสู่ประเทศไทย รวมระยะเวลาที่กองทัพพายัพเข้าปฎิบัติการในพื้นที่สหรัฐไทยเดิม 8 เดือน 6 วัน
การปกครองสหรัฐไทยเดิม
เมื่อกองทัพพายัพยึดดินแดนสหรัฐไทยเดิมไว้ได้แล้ว กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้จัดรูปการปกครองสหรัฐไทยเดิม โดยมอบอำนาจการปกครองดินแดนให้กับกองทัพพายัพ ให้ปฏิบัติต่อราษฎรในสหรัฐไทยเดิมด้วยความยุติธรรม โดยถือว่าราษฎรเหล่านั้น เป็นคนเชื้อชาติเดียวกับชาวไทย ได้แต่งตั้งให้ พลตรี ผิน ชุณหะวัณ รองแม่ทัพกองทัพพายัพ เป็นข้าหลวงทหาร ประจำรัฐไทยใหญ่ ขึ้นตรงต่อแม่ทัพกองทัพพายัพ แม่ทัพบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตามลำดับ ได้แบ่งเขตการปกครองดินแดนสหรัฐไทยเดิม และจัดตั้งศาลยุติธรรมในท้องถิ่นต่างๆ โดยตั้งศาลากลางสหรัฐไทยเดิมขึ้นที่เมืองเชียงตุง แบ่งท้องที่การปกครองออกเป็น 12 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเชียงตุง อำเภอเมืองยอง อำเภอเมืองพยาค อำเภอเมืองยู้ อำเภอเมืองชิง อำเภอเมืองมะ อำเภอเมืองยาง อำเภอเมืองขาก อำเภอเมืองเลน อำเภอเมืองโก อำเภอเมืองสาด และอำเภอเมืองหาง พร้อมทั้งได้ตั้งศาลขึ้น ๓ แห่ง ที่เมืองเชียงตุง เมืองสาด และเมืองหาง มีอำนาจในการพิจารณาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาลจังหวัด ในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่คำพิพากษาของศาลดังกล่าวถือเป็นเด็ดขาด ไม่มีการอุทธรณ์ หรือ ฎีกา
การรวมสหรัฐไทยเดิมและสี่รัฐมาลัยเข้าเป็นอาณาเขตไทย
ญี่ปุ่นได้เคยเสนอที่จะคืนดินแดนที่ไทยเสียให้แก่อังกฤษ ตั้งแต่วันแรกที่กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ต่อมาเมื่อตอนต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ญี่ปุ่นได้เสนอเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ไทยจึงได้ยอมรับดินแดนดังกล่าวรวมเข้าเป็นอาณาเขตประเทศไทย ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วยอาณาเขตของประเทศไทย ในมาลัยและภูมิภาคฉาน เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๘๖ โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นผู้ลงนามฝ่ายญี่ปุ่น สาระสำคัญของสนธิสัญญา มีใจความดังนี้ 1. ญี่ปุ่นยอมรับนับถือการรวมรัฐกลันตัน ตรังกานู เคดาห์ (ไทยบุรี) ปะลิส และบรรดาเกาะที่ขึ้นแก่รัฐนั้น ๆ เข้าเป็นอาณาเขตของประเทศไทย ๒. ญี่ปุ่นยอมรับนับถือการรวมรัฐเชียงตุง และรัฐเมืองพาน ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคฉาน เข้าเป็นอาณาเขตของประเทศไทย การรวมดินแดนดังกล่าวเข้าเป็นอาณาเขตประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยได้ดินแดนกลับมาประมาณ ๗๔,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร กล่าวคือดินแดนภูมิภาคฉานหรือสหรัฐไทยเดิม ประกอบด้วยรัฐเชียงตุง และรัฐเมืองพาน มีพื้นที่ประมาณ ๓๖,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่รัฐเชียงตุงประมาณ ๓๑,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร และรัฐเมืองพานประมาณ ๕,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร ดินแดนสี่รัฐมาลัยประกอบด้วยรัฐกลันตัน มีพื้นที่ประมาณ ๑๔,๙๐๐ ตารางกิโลเมตร รัฐตรังกานูมีพื้นที่ประมาณ 13,100 ตารางกิโลเมตร รัฐไทรบุรีมีพื้นที่ประมาณ ๙,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร และรัฐปะลิสมีพื้นที่ประมาณ ๘๐๐ ตารางกิโลเมตร รวมพื้นที่ทั้งหมดของสี่รัฐมาลัย ประมาณ ๓๘,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร การที่ไทยได้ดินแดนสี่รัฐมาลัยมานั้น ได้มาจากการรับมอบจากกองทัพญี่ปุ่น มิใช่การส่งกองทัพเข้ายึดครอง เหมือนสหรัฐไทยเดิม ดังนั้น การจัดสำนักงานข้าหลวงใหญ่ ทหารประจำสี่รัฐมาลัย ทางฝ่ายไทยจึงต้องจัดกองกำลังทหารเป็นส่วนหนึ่งของหน่วย ในการปกครองสี่รัฐมาลัย ขึ้นตรงต่อกองพลน้อยผสมที่ ๑๘ ประจำสี่รัฐมาลัย และข้าหลวงใหญ่ทหารประจำสี่รัฐมาลัย เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย สนับสนุนการปฎิบัติการของฝ่ายพลเรือน และรักษาความสงบเรียบร้อยในสี่รัฐมาลัย ร่วมกับฝ่ายปกครองและตำรวจ นอกจากข้าหลวงใหญ่แล้ว ยังมีการแต่งตั้งข้าหลวงทหารประจำรัฐทั้งสี่รัฐ มีหัวหน้าตำรวจรัฐ ปลัด และนายอำเภอ เป็นผู้ช่วยเหลือระดับรองลงไป ทั้งนี้เพราะรัฐมลายูทั้งสี่นั้น ต่างมีสุลต่านดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐแต่ละรัฐอยู่แล้ว ยกเว้นรัฐปะลิสมีรายาเป็นประมุข รัฐต่าง ๆ เหล่านี้รวมกันเป็นสหพันธรัฐมลายู อยู่ในความปกครองของข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสหพันธรัฐมลายู ส่วนสหรัฐไทยเดิมแม้จะมีเจ้าฟ้าหรือเจ้าผู้ครองนครอยู่ในเมืองต่าง ๆ ก็ดี แต่อังกฤษมิได้แยกเป็นรัฐ เหมือนมลายู ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงจัดเฉพาะข้าหลวงทหารประจำสหรัฐไทยใหญ่เพียงคนเดียว ตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองเชียงตุง ส่วนตามหัวเมืองสำคัญ ๆ นั้น ก็จัดแบ่งการปกครองเป็นอำเภอ แล้วให้นายตำรวจสนามไปทำหน้าที่นายอำเภอในสหรัฐไทยเดิม อังกฤษคงปล่อยให้เจ้านครปกครองกันเอง เพียงแต่ส่งข้าหลวงใหญ่ไปประจำที่เมืองตองยี เมืองหลวงของสหรัฐไทยเดิม และส่งกำลังทหารขนาดกองร้อย ออกลาดตระเวนไปตามเมืองสำคัญต่าง ๆ ปีละครั้ง เพื่อแสดงอำนาจของผู้ครอบครอง และถือโอกาสเร่งรัดภาษีไปพร้อมกัน พลเมืองสหรัฐไทยเดิมทั้งหมดมีภาษาพูด ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณี เช่นเดียวกับชาวไทยในภาคเหนือ การปกครองดินแดนส่วนนี้จึงไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด
การโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในดินแดนไทย
กองทัพญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรุกได้ชัยชนะฝ่ายสัมพันธมิตรในห้วงระยะเวลา ๖ เดือนแรก ของสงครามมหาเอเซียบูรพา จนถึงเดือน มิถุนายน ๒๔๘๕ กองทัพเรือญี่ปุ่นได้เริ่มพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก ในยุทธภูมิมิดเวย์ (Midway) และต่อมาเดือนตุลาคม ๒๔๘๗ กองทัพญี่ปุ่นได้พ่ายกองทัพสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในการยุทธที่เลเต (Leye Gulf) ความพ่ายแพ้ในยุทธภูมิทั้งสองแห่งมีผลกระทบต่อกองทัพญี่ปุ่นทุกแนวรบ กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเริ่มตีโต้กลับกองทัพญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างแนวรบด้านพม่า และจีนตอนใต้ กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเป็นฝ่ายล่าถอย เป็นผลให้ดินแดนไทยถูกเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าโจมตี ทิ้งระเบิดอย่างหนัก ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ถึงปีพ.ศ.๒๔๘๘ เนื่องจากญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานทัพ เพื่อเข้าไปปฏิบัติการในพม่าและมลายู จึงนับว่าประเทศไทยมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงได้ทำการทิ้งระเบิด ทำลายสนามบิน ชุมทางรถไฟ ท่าเรือ สะพาน อันเป็นปมคมนาคมเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของญี่ปุ่น พระนครและธนบุรีถูกเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทิ้งระเบิด ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ถึง ๒๔๘๘ รวม ๓๔ ครั้งด้วยกันคือ ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ จำนวน ๕ ครั้ง ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จำนวน ๔ ครั้ง ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ จำนวน ๑๔ ครั้ง และปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จำนวน ๑๑ ครั้ง
สถานที่ที่ถูกโจมตีได้แก่ สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟช่องนนทรีย์ สถานีรถไฟบางซื่อ โรงงานซ่อมสร้างหัวรถจักรมักกะสัน โรงไฟฟ้าวัดเลียบ โรงงานปูนซีเมนต์บางซื่อ สะพานพุทธยอดฟ้า สะพานพระราม ๖ ท่าเรือคลองเตย สนามบินดอนเมือง สถานทูตญี่ปุ่น ที่พักและคลังอาวุธของทหารญี่ปุ่น ที่ตั้งปืนต่อสู้อากาศยานบริเวณถนน กาติ๊บ สนามเป้า กองสัญญาณทหารเรือข้างสวนลุมพินี ประตูทดน้ำบางซื่อ โรงเก็บสินค้าและโรงงาน การทิ้งระเบิดในระยะแรก ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ถึงกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นการโจมตีทิ้งระเบิดในเวลากลางคืน ต่อมาในเดือน มิถุนายน ๒๔๘๗ จึงได้เริ่มโจมตีทิ้งระเบิดในเวลากลางวัน การทิ้งระเบิดมีการทิ้งผิดเป้าหมายที่ต้องการเป็นจำนวนไม่น้อย เช่น วัด โรงเรียน บ้านเรือนราษฎร เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้มี แบบ บี - ๒๔ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาทิ้งระเบิดเวลากลางคืน ปืนต่อสู้อากาศยานได้ยิงต่อสู้โดยใช้ไฟฉายส่อง ค้นหาเป้าหมายแบบประสานกันจากจุดต่าง ๆ บนพื้นดิน เมื่อจับเป้าคือเครื่องบินได้แล้ว ก็เกาะเป้าไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปืนต่อสู้อากาศยาน ยิงทางเครื่องบินทิ้งระเบิด จะต่อสู้โดยยิงปืนกลอากาศสวนมาตามลำแสงของไฟฉาย ซึ่งจะเห็นได้จากการะสุนส่องวิถีจากปืนกลอากาศที่ยิงมาเป็นชุดยาว ทางกองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นต่อสู้สกัดกั้น แต่ไม่ใคร่ได้ผลเพราะเครื่องบินฝ่ายเรา มีสมรรถนะต่ำกว่า และต่อมาในระยะหลังที่ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี - 29 ซึ่งจะบินมาเป็นหมู่ในระยะสูง ปืนต่อสู้อากาศยานยิงไม่ถึง จึงได้มีการมาทิ้งระเบิดเวลากลางวันอย่างเสรี ตั้งแต่เดือน มกราคม ๒๔๘๗ ถึงเดือน มกราคม ๒๔๘๘ ประเทศไทยถูกโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตร ประมาณ ๒๕๐ ครั้ง มีเครื่องบินเข้าปฏิบัติการประมาณ ๒,๙๕๐ เที่ยวบิน ทิ้งลูกระเบิดทำลายประมาณ ๑๘,๖๐๐ ลูก ระเบิดเพลิงประมาณ ๖,๑๐๐ ลูก ทุ่นระเบิดประมาณ ๒๕๐ ลูก พลุส่องแสงประมาณ ๑๕๐ ลูก มีผู้เสียชีวิตประมาณ ๑,๙๐๐ คน บาดเจ็บประมาณ ๓,๐๐๐ คน อาคารถูกทำลายประมาณ ๙,๖๐๐ หลัง เสียหายประมาณ ๑,๒๐๐ หลัง รถจักรเสียหาย ๗๓ คัน รถพ่วงเสียหาย ๖๑๗ คัน เรือจักรกลเสียหาย ๒๔ ลำ เรืออื่น ๆ ประมาณ ๑๐๐ ลำทรัพย์สินเสียหายประมาณ ๗๙ ล้านบาท
การปฏิบัติการทางเรือของกองทัพเรือไทย
เพื่อเตรียมรับสถานการณ์สงคราม กองทัพเรือได้จัดทำแผนจัดกำลังทัพเรือ โดยจัดกำลังที่ขึ้นในบังคับบัญชาแม่ทัพเรือ แบ่งออกเป็น๒เขตคือ เขตใน เรียกว่า เขตทหารเรือกรุงเทพ ฯ มีผู้บัญชาการทหารเรือกรุงเทพ ฯ เป็นผู้บังคับบัญชา เขตนอก เรียกว่า เขตทหารเรือสัตหีบ มีผู้บัญชาการทหารเรือสัตหีบ เป็นผู้บังคับบัญชา เขตทหารเรือกรุงเทพ ฯ มีหน้าที่ป้องกันชายฝั่งทะเล และรักษาพื้นที่ภายในบริเวณกรุงเทพ ฯ ตอนปากน้ำให้พ้นจากการกระทำของข้าศึกด้วยกำลังทางเรือ ด้วยการยกพลขึ้นบกและการโจมตีทางอากาศ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เกี่ยวกับแนวหลังและฐานทัพ เขตทหารเรือสัตหีบ มีหน้าที่ป้องกันชายฝั่งทะเล และฐานทัพเช่นเดียวกับเขตทหารเรือกรุงเทพ ฯ การประสานงานระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย ได้มีการลงนามในข้อตกลงระหว่างผู้บัญชาการทหารเรือไทย กับทูตทหารเรือญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๘๕ มีใจความดังนี้ ๑.กับอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นหน้าที่ของกองทัพเรือไทย ๒. กองทัพเรือไทยจะให้ความร่วมมือกับนาวีญี่ปุ่นในการขับไล่ และต่อตีเรือดำน้ำสัมพันธมิตร บริเวณน่านน้ำภาคใต้ของอินโดจีนฝรั่งเศส ๓. การควบคุมและคุ้มกันเรือต่าง ๆ ของญี่ปุ่นในน่านน้ำที่กล่าวมาแล้ว ญี่ปุ่นจะปฏิบัติการเองทั้งสิ้น ๔. กองทัพเรือไทย จะใช้ฐานทัพตามแนวชายฝั่งของไทยสำหรับเรือ ส่วนเครื่องบินใช้ฐานทัพตามแนวชายฝั่งของอ่าวไทย การใช้ท่าเรือที่แซงต์ฌาคส์ ซึ่งเป็นเมืองท่าบริเวณตอนใต้ของอินโดจีนฝรั่งเศสนั้น ญี่ปุ่นจะได้ให้ข้อตกลงตามความจำเป็นต่อไป ๕. การส่งกำลังบำรุงเกี่ยวกับการเพิ่มเครื่องใช้ และเสบียงอาหาร ญี่ปุ่นจะจัดหาให้เมื่อเห็นว่ามีความจำเป็น ๖. การติดต่อระหว่างกองทัพเรือไทยกับจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น โดยหลักการจะกระทำผ่านทูตทหารเรือ ญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ ฯ ส่วนการติดต่อในพื้นที่ปฎิบัติการในทะเลนั้น ให้ใช้ประมวลสัญญาณสากลเท่านั้น การปฏิบัติการใด ๆ ของกองทัพเรือไทยจะต้องปฏิบัติอยู่เสมอ และไม่ละเว้นที่จะปรึกษากับนาวีญี่ปุ่นเกี่ยวกับ การเคลื่อนไหวของเรือรบ เรืออื่น ๆ และเครื่องบินไทย ๗. เครื่องหมายแสดงฝ่ายกำลังรบของไทย เรือรบและเรือต่าง ๆ ทาสีขาวบริเวณครึ่งบนของปล่องเรือทุกลำ ส่วนเครื่องบินให้แสดงเครื่องหมายฝ่ายให้ชัดเจน ตามระเบียบข้อบังคับราชนาวีไทย ระยะสูงของเครื่องบินในระหว่างปฏิบัติการต้องไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ เมตร นอกจากนั้นจะต้องโคลงปีกหลายครั้ง เมื่อเข้าใกล้กองเรือญี่ปุ่น กองเรือคุ้มกัน เรือใหญ่ และเรือเล็กอื่น ๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย
การปฏิบัติการทางอากาศ
ตามหลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่ได้ลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2484 ได้กำหนดให้ต่างฝ่ายต่างทำการยุทธในด้านของตน ถ้ามีความจำเป็นกองทัพอากาศญี่ปุ่น จะเข้าปฏิบัติการร่วมรบกับกองทัพอากาศไทยด้วย ในการปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพพายัพ กองทัพอากาศได้จัดตั้งกองบินใหญ่ผสมภาคพายัพขึ้น โดยให้ขึ้นตรงต่อกองทัพอากาศสนาม ใช้เป็นหน่วยสนับสนุนกองทัพพายัพทางยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีได้ปฏิบัติการบินลาดตระเวนตรวจการณ์ และโจมตีทิ้งระเบิดในดินแดนสหรัฐไทยเดิม และการทิ้งใบปลิง สำหรับการสนับสนุนทั่วไป มีการปฏิบัติดังนี้ 1. การบินสะกัดกั้น เพื่อสะกัดกั้นการบุกรุกของฝ่ายข้าศึก ได้มีการปฏิบัติการอย่างกล้าหาญหลายครั้ง 2. การบินรักษาเขต โดยได้ส่งกำลังทางอากาศผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปฏิบัติการบินรักษาเขต บริเวณพรมแดนไทยกับสหรัฐไทยเดิมทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณเชียงใหม่และเชียงราย เพื่อป้องกันการโจมตีจาก เครื่องบินข้าศึกที่ล้ำพรมแดนไทยเข้ามา และเมื่อกองทัพพายัพเข้ายึดสหรัฐไทยเดิมได้ กองทัพอากาศสนามก็ได้ส่งกำลังทางอากาศปฏิบัติภารกิจบินลาดตระเวนและรักษาเขตสหรัฐไทยเดิม เพื่อป้องกันดินแดนภายใต้การปกครองของกองทัพพายัพมิให้ถูกโจมตีทางอากาศของฝ่ายข้าศึก ฝูงบินบางส่วนได้ย้ายไปประจำการที่สนามบินเชียงตุง เมื่อเดือนมิถุนายน 2485 3. การบินโจมตีทิ้งระเบิด ได้สนับสนุนการรุกเข้าสหรัฐไทยเดิมของกองทัพพายัพอย่างต่อเนื่อง และแน่นแฟ้น ทำให้กองทัพพายัพสามารถปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบลุล่วงไปด้วยดีทุกประการ 4. การลำเลียงขนส่งทางอากาศ ได้ปฏิบัติการลำเลียงขนส่งยาและเวชภัณฑ์ไปส่งให้หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพพายัพในแนวหน้าตามที่ได้รับการร้องขอ
สถานการณ์เมื่อใกล้สิ้นสุดสงคราม
ในปลายปี พ.ศ. 2487 ถึงกลางปี พ.ศ. 2488 ญี่ปุ่นรู้ตัวดีว่าจะแพ้สงคราม จึงได้เตรียมการเข้าปลดอาวุธกองทัพไทย หลังจากถอนตัวจากพม่าโดย จอมพล เคานต์ เทรา อุชิ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองกำลังญี่ปุ่นด้านทักษิณ ได้มอบอำนาจในการปลดอาวุธกองทัพไทยให้แก่ พลโท นากามูระ ผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นประจำประเทศไทยแต่ผู้เดียว ในพระนครทหารไทยเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น ฝ่ายเสรีไทยกำลังเตรียมตัวที่จะเข้าต่อสู้กับ ญี่ปุ่นโดยเปิดเผย และตำรวจสันติบาลได้เข้าคุมจุดสำคัญที่มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของญี่ปุ่นพักอาศัยอยู่ สำหรับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในบังคับบัญชาของพลเรือเอก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ได้แจ้งให้ฝ่ายไทยทราบว่า ในขั้นต้นฝ่ายสัมพันธมิตรจะช่วยเหลือได้เฉพาะแต่ กำลังทางอากาศคือ เครื่องบินและพลร่มเท่านั้น ส่วนกำลังทางพื้นดิน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการของกองทัพที่ 14 ของอังกฤษ ซึ่งกำลังรุกทางด้านพม่า และการยกพลขึ้นบกที่เกาะสิงคโปร์กับแหลมมลายูอีกด้านหนึ่ง ดังนั้น ทัพไทยต้องช่วยตัวเองให้มาก แผนการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวของไทยเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรรุกใหญ่นั้น ฝ่ายอังกฤษเห็นว่า ควรไปตั้งทางด้านทิศตะวันตกของประเทศ เพื่อร่วมมือกับกองทัพที่ 14 ของอังกฤษ และต่อไปอาจย้ายไปตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย แต่ฝ่ายสหรัฐ ฯ เห็นว่าควรไปตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศ
การดำเนินการของฝ่ายไทยก่อนสงครามยุติ การต่อต้านญี่ปุ่นของไทยได้เริ่มตั้งแต่ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย แม้ว่าในระยะต่อมา ไทยจำเป็นต้องจำยอมร่วมเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นเนื่องด้วยสถานะการณ์บีบบังคับ แต่ในขณะเดียวกันแนวความคิดในการต่อต้านญี่ปุ่น เพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตย ก็ได้ดำเนินการต่อมาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการในทางลับที่เรียกว่า ขบวนการใต้ดิน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม และขบวนการเสรีไทย ได้มีการให้คณะนายทหารไทยจำนวนหนึ่งออกไปติดต่อกับกองพลที่ 93 ของจีน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2487 หลังจากที่ได้มีการประสานงานเมื่อเดือนมีนาคม 2486 ซึ่งได้รับการตอบสนองจาก จอมพล เจียงไคเช็ค จากจุงกิงว่า "ยินดีติดต่อด้วย ดีใจที่จะได้ทราบความจริง เพราะมัวหลงรบกันอยู่ 2 ปี เสียผู้คนและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปมากมาย ขอให้ฝ่ายไทยเริ่มดำเนินการติดต่อได้ แต่บัดนี้" ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2487 คณะผู้ติดต่อของไทยก็ได้เข้าพบผู้บัญชาการกองพลที่ 93 พร้อมด้วยนายทหารจีนชั้นผู้ใหญ่ การพบปะเจรจาเป็นไปด้วยดี ฝ่ายจีนแจ้งว่า ฝ่ายจีนและสัมพันธมิตรเห็นใจไทยอยู่แล้ว และจะช่วยแจ้งให้ทางอังกฤษและสหรัฐ ฯ ทราบความจริงตามที่ฝ่ายไทยต้องการ การพบกับฝ่ายจีนครั้งสำคัญเป็นการพบเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2487 คณะผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ไปพบกับผู้บัญชาการกองพลที่ 93 มีการตกลงกันในด้านการทหาร โดยกำหนดเอาแนวแม่น้ำลำ - แม่น้ำโขง - ปางสัจจา และเส้นเขตแดนระหว่างแคว้นยูนนานของจีนกับประเทศพม่าเป็นเส้นปันแดนของแต่ละฝ่ายไม่ให้ ล่วงล้ำกัน นอกจากนี้ยังแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบว่า ทางฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังเตรียมการรุกใหญ่ กองทัพจีนได้จัดกำลังไว้ 10 กองพล สำหรับการรุกเข้าทางเหนือของประเทศพม่าทางด้านเมือง ลา เฉียว เพื่อสมทบกับกำลังของอังกฤษ ซึ่งจะทำการรุกจากพรมแดนประเทศอินเดีย นอกจากนี้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังได้จัดตั้งกองทัพที่ 2 และกองพลที่ 7 ขึ้นตามแผนยุทธการที่ 7 เตรียมร่วมมือกับกองทัพจีน เพื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกไปจากดินแดนไทย กับได้ดำริที่จะย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่การย้ายเมืองหลวงก็ล้มเลิกไป เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ้นจากอำนาจหน้าที่ในรัฐบาล การติดต่อระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพจีน ตามนโยบายของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ต้องระงับไปโดยปริยาย ทางด้านกองทัพรัฐบาลซึ่งมีนาย ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแปรสภาพเป็นกองทัพใหญ่ โดยแต่งตั้งให้ พลเอก พจน์ พหลโยธิน (พระยาพหลพลพยุหเสนา) ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ทางด้านกองทัพพายัพ ได้มีการโยกย้ายนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายนาย สำหรับการติดต่อกับกองทัพจีนนั้น แม่ทัพกองทัพพายัพได้มีคำสั่งถึงกองพลที่ 3 ว่า คงให้ทำต่อไปตามเดิม แต่รัฐบาลจะไม่รับรู้ และรับผิดชอบด้วย ให้ถือว่าเป็นการทำกันเอง ดังนั้น ผู้บัญชาการกองพลที่ 3 จึงสั่งให้ระงับการติดต่อกับกองทัพจีนไว้ก่อน ในด้านการปฎิบัติต่อเสรีไทย ทั้งสายสหรัฐ และสายอังกฤษ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้การสับสนุนอย่างลับ ๆ ได้สั่งให้แต่ละฝ่ายช่วยเหลือสมาชิก ขบวนการเสรีไทยที่ลอบเข้ามาในประเทศ ให้ได้รับความสะดวกในการปฎิบัติการ และให้ได้รับความปลอดภัย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2488 ญี่ปุ่นได้ประกาศยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรโดยไม่มีเงื่อนไข
ไทยประกาศสันติภาพ
รัฐบาลได้รับดำเนินการประกาศสันติภาพในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 มีสาระสำคัญคือ การประกาศสงครามของไทยต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เนื่องจากประเทศไทยเคยมีนโยบายอันแน่วแน่ที่จะรักษาความเป็นกลาง และจะต่อสู้การรุกรานของต่างประเทศทุกวิถีทาง ซึ่งได้แสดงให้เห็นประจักษ์แล้วเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ได้มีการต่อสู้การรุกรานทุกแห่ง ทหาร ตำรวจ และประชาชนพลเมือง ได้เสียชีวิตไปในการนี้เป็นอันมาก การประกาศสงครามดังกล่าวเป็นการผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ตัดสินใจที่จะให้กลับคืนสัมพันธไมตรีอันเคยมีมาก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2484 และพร้อมที่จะร่วมมือเต็มที่กับสหประชาชาติ ในการสถาปนาเสถียรภาพในโลก บรรดาดินแดนที่ญี่ปุ่น ได้มอบให้ไทยครอบครอง ประเทศไทยพร้อมที่จะให้คืนกลับไป ส่วนบรรดากฎหมายอันมีผลเป็นปฎิปักษ์ต่อสหรัฐ ฯ บริเตนใหญ่ และเครือจักรวรรดิ์ ก็จะพิจารณายกเลิก บรรดาความเสียหาย จากกฎหมายเหล่านั้น ก็จะได้รับการชดใช้โดยธรรม
ท่าทีของสัมพันธมิตรต่อไทยหลังสงครามยุติ เนื่องจากอังกฤษได้รับผลกระทบกระเทือนมากกว่า สัมพันธมิตรอื่นใด ในระหว่างสงคราม ดังนั้น เมื่อสงครามยุติลง อังกฤษจึงยังคงถือว่ามีสถานะสงครามกับไทย และมุ่งที่จะเรียกร้องคิดบัญชีกับประเทศไทย อย่างเต็มที่ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2488 อังกฤษได้ส่งกองพลที่ 7 (อินเดีย) เข้ามาปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่น ในประเทศไทยและพลเรือเอก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ก็ได้ยื่นร่างข้อตกลง (Preliminary Military Agreement) รวม 21 ข้อ ต่อคณะผู้แทนทางหารของไทย ที่เดินทางไปทำความตกลงกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่เมือง แคนดี้ ในเกาะลังกา ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขการยอมแพ้ โดยรวมยิ่งกว่าเรื่องการทหารโดยตรง ส่วนสหรัฐ ฯ ยังเห็นประเทศไทยในฐานะเป็นมิตรมากกว่าอังกฤษ ดังจะเห็นได้จากคำแถลงของนาย เบอร์นส์ (Byrnes) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2488 ซึ่งกล่าวว่า ตลอดเวลา 4 ปีที่แล้วมา รัฐบาลสหรัฐ ฯ ถือว่าประเทศไทยมิใช่ศัตรู แต่เป็นประเทศที่จะต้องปลดปล่อยจากศัตรู เมื่อบัดนี้ ประเทศไทยได้รับการปลดปล่อยแล้ว รัฐบาลสหรัฐ ฯ เชื่อว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่สถานะเดิม ในวงสังคมชาติอิสสระ มีอธิปไตย และเอกราช ดังนั้น สหรัฐ ฯ จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือไทย ผ่อนหนักให้เป็นเบาจากการบีบคั้นของ อังกฤษและจีน โดยเฉพาะความกดดันด้านจีน มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของไทย โดยมุ่งหวังที่จะให้ไทยอยู่ในเขตอำนาจการปฎิบัติการของตน และเตรียมส่งกองทัพจีนเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงได้ตกลงใจปลดทหารไทย ซึ่งในขณะนั้นปฎิบัติการอยู่ เหนือเส้นขนานที่ 16 (ซึ่งตามการประชุมที่ปอตสดัม เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2488 จีนจะรับผิดชอบพื้นที่เหนือเส้นขนานที่ 16 ขึ้นไป) โดยรีบด่วนเพื่อป้องกันการปะทะกับทหารจีน ปัญหาเรื่องเขตอำนาจของยุทธบริเวณของจีนด้านประเทศไทย สหรัฐ ฯ ได้ยื่นมือเข้ามาตัดสินปัญหาดังนี้ หากการปลดอาวุธของกองกำลังทหารญี่ปุ่น ถือตามการแบ่งเขตรับผิดชอบของกองบัญชาการทหารสูงสุด ฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว ประเทศไทยจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน อาจเกิดความปั่นป่วนไม่สงบขึ้นได้ ดังนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2488 ประธานาธิบดีทรูแมน แห่งสหรัฐ ฯ จึงได้ออกคำสั่งทั่วไปที่ 1 กำหนดให้กองกำลังญี่ปุ่นตลอดทั่วประเทศไทย ทำการยอมจำนนต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร ด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แต่ผู้เดียว
สภาวการณ์หลังสงคราม เมื่อประเทศไทยได้ประกาศสันติภาพ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 มีใจความสำคัญว่า การประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐ ฯ เป็นโมฆะ สหรัฐ ฯ ก็ได้ให้การรับรองการประกาศสันติภาพของไทยทันที แต่อังกฤษยังคงบ่ายเบี่ยง เพราะหวังผลประโยชน์บางประการ และได้หาทางบีบบังคับไทยทั้งด้านการเมือง การทหาร และ เศรษฐกิจ ในตอนปลายสงคราม สภาวะทางเศรษฐกิจของไทยเสื่อมโทรมลงมาก ไทยต้องยึดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของไทยเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่น 1 บาท ต่อ 1 เยน ทำให้ค่าเงินบาทลดลงถึงร้อยละ 36 สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ มีราคาแพงและขาดแคลน เกิดตลาดมืดค้าของเถื่อน รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการจัดตั้ง องค์การสรรพาหาร ออกบัตรปันส่วนแก่ข้าราชการและประชาชน เพื่อซื้อสิ้นค้าที่เป็นอาหารประจำวันมี ข้าวสาร น้ำตาล หมู เนื้อ แต่ก็ได้เป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนได้ส่วนหนึ่ง
การทำความตกลงสมบูรณ์แบบ
คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2488 ได้มีการประชุมเจรจากับฝ่ายอังกฤษหลายครั้ง และในวันที่ 1 มกราคม 2489 ไทยได้ยินยอมลงนามใน ความตกลงสมบูรณ์แบบ (Formal Agreement for The Temination of The State of War Between Siam and Great Britain and India) มีสาระสำคัญดังนี้ 1. รัฐบาลไทยตกลงบอกปฏิเสธการประกาศสงคราม เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 2. รัฐบาลไทยแถลงว่าเป็นโมฆะบรรดาการที่ได้มาซึ่งอาณาเขตของบริติช ที่ประเทศไทยได้กระทำหลัง จากวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 จะถอนบรรดาเจ้าหน้าที่และทหารไทยออกจากอาณาเขตบริติช คืนทรัพย์สินที่ได้เอาไปจากอาณาเขตเหล่านี้ จะใช้ค่าทดแทนอันเกิดจากที่ประเทศไทยยึดครองอาณาเขตเหล่านี้ จะไถ่ถอนเป็นเงินสเตอร์ลิงจากทุนสำรองสเตอร์ลิงที่เคยมีอยู่ซึ่งธนบัตรไทยที่เดินสะพัดอยู่ 3. รัฐบาลไทยตกลงว่า จะยอมรับผิดชอบชดใช้บรรดาทรัพย์สิน สิทธิ และผลประโยชน์ทุกชนิด ของฝ่ายบริติชในประเทศไทย 4. รัฐบาลไทยตกลงว่า จะเลิกพิทักษ์ธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์ฝ่ายบริติช และยอมให้ดำเนินธุรกิจต่อไป 5. รัฐบาลไทยตกลงยอมรับผิด โดยบวกดอกเบี้ยตามอัตราส่วนร้อยที่สมควรในส่วนการใช้เงินค้างจ่าย เกี่ยวกับเงินกู้ 6. รัฐบาลไทยตกลงว่า จะร่วมมือเต็มที่ในบรรดาข้อตกลงเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งองค์การสหประชาชาติเห็นชอบแล้ว 7. รัฐบาลไทยรับว่า จะไม่ตัดคลองข้ามอาณาเขตไทย เชื่อมมหาสมุทรอินเดีย กับอ่าวไทย โดยที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรมิได้เห็นพ้องด้วยก่อน 8. รัฐบาลไทยตกลงว่า จะจัดการเพื่อสถาปนา การค้าระหว่างประเทศไทย กับอาณาเขตบริติชที่ใกล้เคียง 9. รัฐบาลไทยรับว่า จะเจรจากับรัฐบาลสหราชอาณาจักรโดยเร็วที่สุด เพื่อทำสนธิสัญญาการตั้งถิ่นฐานการพาณิชย์ และการเดินเรือฉบับใหม่ 10. ข้อความเหมือนข้อ 9 แต่ทำกับรัฐบาลอินเดีย 11. ระหว่างที่ยังไม่ได้ทำสนธิสัญญาดังกล่าวในข้อ 9 และข้อ 10 รัฐบาลไทยรับว่าจะถือตามบทบัญญัติ แห่งสนธิสัญญาการพาณิชย์และเดินเรือ เมื่อปีวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1937 12. รัฐบาลไทยรับว่า จะมีส่วนร่วมในข้อตกลงระหว่างประเทศทั่วไปใด ๆ เกี่ยวกับดีบุกหรือยาง ซึ่งอนุโลมตามหลักการข้อตกลงว่าด้วยโภคภัณฑ์ ตามแต่องค์การสหประชาชาติหรือคณะมนตรีเศรษฐกิจและ การสังคมแห่งองค์การนั้นจะได้ตกลงกัน 13. ไม่ช้ากว่าวันที่ 1 กันยายน 1947 รัฐบาลไทยรับว่า นอกจากจะเป็นไปตามคำแนะนำของ คณะกรรมการผสม ณ วอชิงตัน หรือองค์คณะใด ๆ ที่จะมาทำการแทน และในกรณีข้าว นอกจากจะได้เป็นไปตามคำอำนวยขององค์การพิเศษ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อการนั้นแล้ว จะห้ามบรรดาการส่งข้าว ดีบุก ยางและไม้สักออกนอก ประเทศ และจะจัดระเบียบการค้าและเร้าการผลิตโภคภัณฑ์เหล่านี้ 14. รัฐบาลไทยรับว่า เมื่อเอาข้าวไว้ให้พอเพียงแก่ความต้องการภายในของไทยแล้ว จะจัดให้มีข้าวสาร ณ กรุงเทพ ฯ โดยไม่คิดมูลค่า เพื่อให้องค์การที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรจะได้แจ้งให้ทราบนั้น ใช้ประโยชน์ได้เป็นปริมาณเท่ากับข้าวส่วนที่เหลือ ซึ่งสะสมไว้และมีอยู่ในประเทศไทย ณ บัดนี้ แต่ไม่เกินหนึ่งกับกึ่งล้านตัน เป็นอย่างมาก หรือจะได้ตกลงกันให้เป็นข้าวเปลือก หรือข้าวกล้องอันมีค่าเท่ากันก็ได้ 15. ไม่ช้ากว่าวันที่ 1 กันยายน 1947 รัฐบาลไทยตกลงว่า จะจัดให้องค์การข้าวดังกล่าวในข้อ 13 และข้อ 14 ใช้ประโยชน์ได้ในข้าวทั้งหมด อันเป็นส่วนที่เหลือจากความต้องการภายในประเทศไทย 16. รัฐบาลไทยจะให้สายการเดินอากาศฝ่ายพลเรือนแห่งจักรภพประชาชาติบริติช ได้รับผลปฏิบัติ โดยความตกลงอันจะได้เจรจากันกับรัฐบาลแห่งสมาชิกของจักรภพประชาชาติบริติช 17. รัฐบาลไทยรับว่า จะทำความตกลงกับรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรและรัฐบาลอินเดีย เพื่อต่างฝ่ายต่างบำรุงรักษาที่ฝังศพสงคราม 18. รัฐบาลไทยตกลงว่า ยังคงใช้อยู่ซึ่งบรรดาสนธิสัญญาสองฝ่าย ระหว่างสหราชอาณาจักรกับ ประเทศไทย และระหว่างอินเดียกับประเทศไทย ตามแต่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรและรัฐบาลอินเดียจะได้ ระบุแล้วแต่กรณี ภายใต้บังคับแห่งข้อแก้ไขใด ๆ ที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรหรือรัฐบาลอินเดียจะแจ้ง ให้ทราบ และถือสนธิสัญญาใด ๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ดังกล่าวนั้น เป็นอันยกเลิกไป 19. รัฐบาลไทยตกลงถือว่า ยังใช้อยู่ระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศไทย และระหว่างอินเดียกับ ประเทศไทย บรรดาสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงหลายฝ่าย ซึ่งทำไว้ก่อนวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ในกรณีที่ประเทศไทยมิได้เป็นภาคี รัฐบาลของประเทศทั้งสองดังกล่าวจะได้แจ้งให้ประเทศไทยทราบ รัฐบาลไทยจะได้จัดการที่จำเป็นโดยทันที ตามความในสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงดังกล่าว 20. ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับให้เข้าเป็นภาคีแห่งองค์การระหว่างประเทศใด ๆ ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังวันที่ 7 ธันวาคม 1941 อันเป็นองค์การที่สหราชอาณาจักรหรืออินเดียเป็นสมาชิกอยู่ รัฐบาลไทยตกลงว่า จะปฎิบัติตามข้อผูกพันใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นหรือเนื่องด้วยองค์การนั้น ๆ หรือเอกสารที่จัดตั้งองค์การนั้น ๆ ขึ้นตามแต่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรหรืออินเดีย แล้วแต่กรณี จะได้ระบุในเวลาใด ๆ 21. โดยคำนึงถึงคำมั่นสัญญาซึ่งรัฐบาลไทยให้ไว้ข้างบนนี้ รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร และรัฐบาลอินเดีย ตกลงถือว่าสงครามสิ้นสุดลง และจะดำเนินการโดยทันที ในอันจะกลับเจริญความสัมพันธไมตรี กับประเทศไทย และแลกเปลี่ยนผู้แทนทางทูตกัน 22. รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรและรัฐบาลอินเดียรับรองด้วยว่า จะสนับสนุนการที่ประเทศไทย สมัครเข้าเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติ 23. ภาคีผู้ทำสัญญานี้ตกลงกันว่า คำว่า "บริติช" ในความตกลงนี้ 1) เมื่อใช้แก่บุคคลธรรมดา หมายความว่า บรรดาในข้อบังคับของพระมหากษัตริย์แห่งบริเตนใหญ่ไอร์แลนด์ และอาณาจักรบริติชโพ้นทะเล จักรพรรดิ์แห่งอินเดีย ตลอดจนบุคคลในอารักขาของพระมหากษัตริย์ 2) เมื่อใช้แก่อาณาเขต หมายความว่า บรรดาเขตใด ๆ ในอธิปไตย อธิราช อารักขา หรืออาณัตของพระมหากษัตริย์แล้วแต่กรณี 3) เมื่อใช้แก่นิติบุคคล หมายความว่า บรรดานิติบุคคลซึ่งได้รับสถานภาพเช่นนั้น จากกฏหมายที่ใช้อยู่ในอาณาเขตใดๆดังกล่าวแล้ว 4) เมื่อใช้แก่ทรัพย์สิน สิทธิ หรือผลประโยชน์ หมายความว่าทรัพย์สิน สิทธิหรือ ผลประโยชน์ ของบุคคลดังระบุไว้ใน 1) หรือ 3) ข้างต้น 24. ความตกลงนี้ใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทำควบกันเป็นสามฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ณ สิงคโปร์ เมื่อวันที่ หนึ่ง มกราคม คริสตศักราช พันเก้าร้อยสี่สิบหก ตรงกับ พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยแปดสิบเก้า
จดหมายเหตุ การปฎิบัติราชการในสงครามมหาเอเซียบูรพา
บันทึกจดหมายเหตุของ คุณฉบับ ชูจิตารมย์ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ปลายสงครามมหาเอเซียบูรพา ใช้ภาษาและตัวเขียนภาษาไทยในครั้งนั้น เป็นการปฎิบัติงานของฝ่ายพลเรือนที่ไปสนับสนุนการสร้างทางให้แก่กองทัพพายัพ ที่ขึ้นไปปติบัติการในสหรัฐไทยเดิม ๔ ธันวาคม ๒๔๘๔ ก่อนสงครามมหาเอเซียบูรพา ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปติบัติงานด่วนอีก เมื่อสงครามยี่ปุ่น - อังกริด - ไทย ได้ร่วมรบเป็นพันธมิตรกับยี่ปุ่น การเดินทางคราวนี้เป็นไปอย่างเร่งด่วนมาก และได้ไปถึงตาก ข้ามน้ำปิง ถึงที่ปติบัติงานตำบลท่าช้างตายริมห้วยแม่ท้อ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๘๔ มีคำสั่งบรรจุกำลังของ ผสส. (ผู้บันชาการทหารสูงสุด จอมพลป. พิบูลสงคราม) ให้ทำหน้าที่กำกับการสร้างทางลำลอง จากตาก ให้ถึงแม่สอดภายใน ๓๐ วัน ถ้าไม่เส็ดจะพิจารนาโทสตามกดอัยการสึก การทำงานครั้งนั้นได้เป็นไปอย่างรีบเร่งมาก ได้เกนคนงานจากตาก สุโขทัย เถินและกำแพงเพ็ชร ประมาณ ๒ - ๓ พันคน ฝ่ายทหารมี พันโท.ม.ล.โอสด ทินกร และ ช.พัน ๓ ยย. และ ช.ยี่ปุ่น หนึ่งกองร้อย จึงได้แบ่งหน้าที่มอบหมาย ปติบัติไปตามส่วนและจัดการเส็ด รถยนต์ข้ามทิวขุนเขาจากตาก - แม่สอด - น้ำเมย - เมียววดี - กรุกกริกได้สดวก ๑ มีนาคม ๒๔๘๕ ระหว่างปติบัติงานได้มีเครื่องบินข้าสึกเข้าโจมตีสนามบินตาก ถูกเครื่องบินยี่ปุ่นไหม้ ๔ เครื่อง เครื่องบินไทย ๒ เครื่อง และถูกโจมตีที่สนามบินแม่สอด ถูกเครื่องบินยี่ปุ่นไหม้ ๑ เครื่อง ร้อยตรีทหารไทยตาย ๑ คน แล้วเครื่องบินข้าสึกยังได้ยิงกราดด้วยปืนกล ตามเส้นทาง แต่ไม่เกิดความเสียหายแต่ประการใด เมื่อ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๘๕ ได้กลับจากปติบัติการ รวมเวลาประจำการหยู่ประมาณ ๑ ปี ถึงได้มีคำสั่งย้ายไปประจำกองทางสนาม กองทัพพายัพอีกตั้งแต่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๕ เป็นการออกคำสั่งล่วงหน้าก่อนงานเส็ด ฉันรู้สึกท้อใจและเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากที่จะต้องไปประจำทำงานสนามบินอันเร่งด่วน เพราะเวลาปกติก็ได้ประจำแผนสำหรวด ได้ตรากตรำเดินทางบุกป่าผ่าเขาหยู่แล้ว ตลอดมาเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี แม้นจะได้ร้องเรียนกับผู้บังคับบันชาบ้าง ก็มิได้รับความเห็นอกเห็นใจประการใด จึงจำต้องเดินทางไปทำหน้าที่ตามคำสั่งตามกดอัยการสึก ได้เดินทางถึงกองทางสนาม กองทัพพายัพที่ตำบลท่าขี้เหล็ก สหรัถไทยเดิม เมื่อ ๑ มกราคม ๒๔๘๖ แล้วได้รายงานตัวต่อนายชื้น ยงใจยุทธ หัวหน้ากองทางสนามกองทัพพายัพ แล้วได้รับคำสั่งให้ไปเป็นผู้ควบคุมทางตอนพยาค - เชียงตุง สำนักงานหยู่ที่ดอยจิ้งก่า เชียงตุง ฉันเป้นคนที่สุขภาพซาม และเป็นโรคโลหิตจาง เมื่อถูกอากาสหนาวทางสหรัถไทยเดิม กล่าวได้ว่าแทบเหลือทนเพราะจาก ๑๐.๐๐ น. เช้า ถึง ๑๖.๐๐ น. เย็นเท่านั้นที่พอมีแดดบ้าง นอกจากเวลานั้นก็ปกคลุมไปด้วยเหมย (หมอก) ตลอดเวลา บันดาพี่น้องชาวสหรัถไทยเดิมส่วนมากนับว่าผอมและสุขภาพไม่ค่อยดีเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าเขาใช้เครื่องนุ่งห่มไม่มากเหมือนพวกเรา การพูดจาคงรู้เรื่องกัน จะแตกต่างผิดเพี้ยนกันบางคำ และสำเนียงเท่านั้น วัธนธรรมของชาวเมืองเชียงตุง ถือแบบพม่า ส่วนเมืองนอก ๆ ชาวดอยคงเป็นไปตามสภาพไทยเดิม ตลอดจนอาหารการกิน ขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ภูมิประเทสของสหรัถไทยเดิม ควรจะเรียกได้ว่าเป็นดินแดนแห่งป่าและภูเขา หากมีที่ราบลุ่มระหว่างเขาขึ้นสัก ๑ ตารางกิโลเมตร ตรงนั้นก็คงจะเกิดเป็นเมืองขึ้น เช่นเมืองเลน เมืองพยาค เป็นต้น เมื่อเข้ามาครั้งแรกได้ไปรายงานตัวกับพลโทจิระ วิชิตสงคราม แม่ทัพกองทัพพายัพ และประมานปลายเดือนมกราคม ๒๔๘๖ ผู้บันชาการทหารสูงสุด ได้ไปเยี่ยมถึงบ้านนารี แล้วกลับที่พักที่บ้านบนเขาท่าขี้เหล็ก ริมแม่สายสหรัถไทยเดิม ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖ เชียงตุงได้ถูกโจมตีทางอากาสด้วยเครื่องบิน ๗ เครื่อง ที่พักกองทางสนามถูกยิงรอบ เกิดไฟไฟไหม้ป่า ต้องรื้อโรงเรือนบางหลังออก แต่ไม่เกิดความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สิ่งของประการใด เป็นเคราะห์ดีที่มีกองหิน อิด ที่รื้อตั้งไว้ สูงประมาน ๑ เมตร ฉันและคนงาน ๑ คน ได้อาลัยหลบกะสุนปืนกลจากเครื่องบินข้าสึกได้ เพราะยังมิได้จัดทำที่หลบภัย หย่างใด และได้พิจารนาเห้นว่า ที่ตั้งสำนักงานเก่าหยู่บนเขาเด่นชัด เป็นโรงยาวถึง ๓๐ เมตร จึงได้รื้อย้ายไปตั้งข้างเขาใต้ต้นไม้ พออาสัยกำบังได้บ้าง ต่อจากนั้นมาเชียงตุงก็ได้ถูกโจมตีเรื่อย แต่กองทางสนามปลอดภัย เมื่อ พล.สคค. (กองพลสร้างทางคมนาคม) อันมีพันเอกพระอุดมโยธาธิยุต (สด รัตนาวดี) เป็นผู้บันชาการกองพล ได้ตั้งขึ้น ฉันได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกสากรม สคค.๑ ประจำที่บ้านปางล้อ ตั้งแต่ เมษายน - พฤษภาคม ๒๔๘๖ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ควบคุมส้างทาง รับงานจากกรม สคค.๒ สายเมืองเลน - เมืองพยาค หยู่จนถึง ๓๐ มิถุนายน ๒๔๘๖ จึงได้ยุบ พล.สคค. ฉันได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองทางสนาม กองทัพพายัพประจำที่ สบปางและท่าขี้เหล็ก จนถึง ๑๘ สิงหาคม ๒๔๘๖ ได้รับโทรเลขคำสั่งจาก ผสส. แต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้ากองทางสนามกองทัพพายัพ และมีคำสั่งทัพบกสนามให้เข้าบันจุในอัตรากำลังพลกองทัพพายัพ จึงได้เข้ารับตำแหน่งจากนายชื้น ยงใจยุทธ แล้วปติบัติการต่อไป การปติบัติการในขั้นต่อไปนี้ แม้แสนที่จะหนักใจเนื่องจากสถานะการน์ ขาดแคลนและถูกถอนพนักงาน เครื่องมือ เครื่องใช้ทุกอย่างไปเสีย ๓ ใน ๔ จึงก่อให้เกิดความหนักกายหนักใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกชั้นอย่างยิ่ง เพราะทางที่ควบคุมมีระยะยาวประมาน ๓๒๐ กิโลเมตร แต่ก็ได้พยายามแก้ไข ฟาดฟันอุปสักกันไปเรื่อย ได้ปรับปรุงโยกย้ายเจ้าหน้าที่ และหยิบยืมเครื่องมือเครื่องใช้จากกองทัพพายัพ เข้าแก้ปัญหาจึงดำเนินการได้ตลอดมา แม้ว่าเครื่องบินข้าสึกจะได้เปิดจากการโจมตีรบกวนอย่างกว้างขวาง และรุนแรงตั้งแต่ มีนาคม ๒๔๘๗ เป็นต้นมา บันดาข้าราชการ พนักงาน และคนงานของกองทางสนามคงอดทน ตั้งหน้าปติบัติหน้าที่โดยไม่ท้อถอยต่อการโจมตีของข้าสึก ๓๐ เมษายน ๒๔๘๗ เครื่องบินข้าสึกได้เข้าโจมตีท่าขี้เหล็กเป็นครั้งแรก ได้ทิ้งระเบิดที่สพานแม่สาย และที่กองทางสนามรวม ๒ แห่ง ฉเพาะกองทางสนามถูกทิ้งระเบิดสังหาร ๑๒ ลูก พัสดุซึ่งได้โยกย้ายสิ่งของไปแล้วส่วนมาก ถูกระเบิดพังแต่ไม่มีอันตรายถึงเสียชีวิต สิ่งของ รถยนต์ชำรุดเสียหายเล็กน้อย ๑ พฤษภาคม ๒๔๘๗ เครื่องบินข้าสึกได้เข้าโจมตีทิ้งระเบิดสพานแม่สายและยิงกราดซ้ำอีก แต่สพานแม่สายรอดอันตราย หน่วยอื่นเสียหายเล็กน้อย ลูกระเบิดตกพลาดที่หมาย เครื่องบินข้าสึกได้ออกล่าตามทาง ยิงรถยนต์ เกวียนและวัวต่างของทหาร จากแม่สายถึงเชียงตุง ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗ เครื่องบินข้าสึกได้เข้าโจมตีทิ้งระเบิดสพานแม่รวก สพานเหมืองแหยง รวม ๖ ลูก ลูกระเบิดตกพลาดที่หมาย ต่อจากนั้นเครื่องบินข้าสึกได้ออกล่าตามทาง จากแม่สาย ยิงเกวียนกองสนาม ถูกวัวตาย ๓ ตัว บาดเจ็บ ๑ ตัว รถยนต์บรรทุก ๓.๖ ตัน ถูกยิงหลังคาทะลุ ๒ แห่ง วันนั้นฉันได้เดินทางไปตรวดงานที่เชียงตุงก่อนที่เครื่องบินข้าสึกจะโจมตีสพานแม่รวก ได้บินผ่านฉันที่พยาคเวลาประมาน ๑๔.๓๐ น. รวม ๗ เครื่อง โดยมิได้โจมตี ฉันได้รีบออกรถพ้นพยาคโดยด่วน เพราะมีรถยี่ปุ่นผ่านและจอดขวักไขว่มาก แต่พอวิ่งรถพยาค ๑๐ กิโลเมตร เวลาประมาน ๑๕.๐๐ น. ก็ได้เห็นเครื่องบินข้าสึก ๓ เครื่อง บินกวดมาทางหลัง ได้รีบสั่งหยุดรถข้างทางทันที แล้วออกวิ่งโดยเร็ว เพราะเครื่องบินทั้ง ๓ กำลังมุ่งหน้าจิกหัวตรงลงมา พอลุยน้ำข้ามถึงโกรกห้วย ฟ้าก็ผ่าดังสนั่น ฉัน นายเอี้ยงพนักงานขับรถ นายเทพนายจิตต์ ช่างทางได้หลบกันหย่างอกสั่นขวันหาย พอเงียบเสียงปืนเครื่องบินข้าสึก ก็ได้ร้องถามว่าใครได้รับอันตรายบ้าง ได้ความว่า พวกเราและคนงานปลอกภัยทุกคน ต่างปราสัยกันถึงความตื่นเต้นที่ได้รับ พูดยังไม่ทันทั่วคน ก็ได้ยินเสียงเครื่องบินมาอีก ๑ เครื่อง และจิงหัวทันที่เมื่อเห็นรถจอดอยู่ คราวนี้พวกเราไม่ลุยน้ำข้ามโกรกห้วย ได้หลบกำบังอยู่ใต้หัวสพาน เพราะสดวกและปลอดภัยดีกว่า เครื่องบินข้าสึกได้ปล่อยกะสุนปืนกลขนาด ๑๒.๕ มม. ให้เราอีก ๑ ชุด เดชะคุณพระรัตนไตร และอำนาดแห่งความเสียสละของพวกเราเพื่อชาติ กะสุนปืนได้ตกพลาดไปหลังที่หมายทั้งรถและคนแคล้วคลาดไปหมด จึงเป็นที่น่ายินดีแก่พวกเรามาก แต่น่าเสียใจที่ได้เห็นพวกพนักงานบางคนที่ยังโง่เขลา หรือจะตื่นเต้นจนเกินเหตุไปก็ไม่ทราบ เพราะปรากดว่าได้หลบข้างริมโกรกห้วยที่ไม่มีกำบังเป็นที่อับกะสุน กะสุนเครื่องบินข้าสึกได้ตกคร่อมระหว่างเขาทั้ง ๒ อย่างน่าขวัญหาย และฝังบี้แบบอยู่ในดิน เขาทั้ง ๒ ได้พยายามขุดขึ้นมาได้คนละกอบ แล้วฉันจึงได้ชี้แจงวิธีหลบหาที่กำบังให้แก่เขา ให้เข้าใจเพื่อไว้ระวังรักษาตัวต่อไป ในวันนั้นได้เดินทางไปถึงเชียงตุงตามทางได่ผ่านรถยนต์ถูกยิง วัวตายและเจ็บ ที่ท่าเจี่ยว เนื่องจากการล่าของเครื่องบินข้าสึกเช่นเดียวกันกับที่ฉันถูกมา แต่เป็นที่น่าเสียใจสำหรับเขา ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๘๗ มีเครื่องบินตรวดการข้าสึก มาบินวนเวียนที่บริเวนท่าขี้เหล็ก และแม่สาย ประมาน ๒ - ๓ นาที แล้วหายไปทางเหนือ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๘๗ เนื่องจากเราได้เว้นการถูกโจมตีมา ๘ วัน ทำให้เกิดความประมาท จึงเมื่อประมาณ ๑๑.๐๐ น. พนักงานได้นำคนงานมา ขนของลงไปหลบภัยหลังที่พัก ฉันได้บอกว่าไม่เป็นไรกะมัง วันนี้ไม่ต้องก็ได้เพราะท้องฟ้ามีเมคเป็นพยับฝน จึงต่างก็ได้นั่งทำงานกันไปจน ๑๒.๐๐ น. จึงหยุด พอเวลา ๑๒.๑๐ น. อาหารได้ยกวางพร้อมบนโต๊ะ ฉัน นายบูรนะ และนายเกีรยติ ก็ได้เข้านั่งกินข้าว พอเปิบกันได้คนละช้อน ๒ ช้อน ก็ได้ยินเสียงค้องสัญญานหลบภัยแม่สายดังขึ้น ผู้คนต่างพากันวิ่งเข้าหลุมหลบภัย ฉันชักไม่พอใจเพราะการวิ่งหลบภัยของคนงานมักเป็นเด็กเลี้ยงแกะ (แตกตื่น) ไม่จิงอยู่บ่อย ๆ จึงได้ถามว่า วิ่งทำไมกัน เขาบอกว่ามีสัญญานหลบภัย ขนะนั้นพอดีได้ยินแตรเหตุสำคัญของทหารเป่าอีก ฉันก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อว่าเครื่องบินจะมา แต่ได้หิ้วกระเป๋าหนังขนาด ๒ ฟุดครึ่ง ซึ่งได้ใส่เงินและสิ่งของใบสำคัญที่รวบรวมไว้จากการใช้จ่ายเงินตอนเชียงตุง - พยาค - ยอง ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าปึก จึงได้วางไว้ที่หัวบันไดก่อนแล้ววิ่งลงมาดู เพราะได้ยินเสียงหึ่ง ๆ พอลงกลางถนน ก็เห็นเครื่องบินข้าสึกเป็นหมู่ ๆ เลยแม่สายไปตามลำน้ำโขง ประมาณ ๑๖ เครื่อง กำลังแปรขบวนทำวงเลี้ยวกลับจิกหัวหาแม่สายเป็นหมู่ละ ๓ เครื่อง ขนะนั้นฉันใจหาย ครั้งจะกลับขึ้นบ้านรวบรวมของก็ไม่ทันแล้ว จึงได้วิ่งเข้าหลุมข้างเสาธง ซึ่งได้ขุดทำขึ้นใหม่ เวลานั้นในหลุมที่ฉันอยู่ มีฉัน นายเกียรติ นายสมคิด พลทหาร ๑ คน และคนงานไม่ซาบชื่ออีก ๓ คน ฝูงบินข้าสึกได้จิกหัวมาหมู่ละ ๓ เครื่อง พอปรากดเสียงเครื่องบิน บนหลุมก็มีเสียงกำปนาทของลูกระเบิด และปืนกลดังอย่างหูดับตับไหม้ เสียงเปรี้ยง ๆ แล้วก็ตึง ๆ ๆ ตูม อาการสท้อนสเทือนของอำนาดลูกระเบิดทั้งเล็ก และใหย่ ทำให้คนภายใน ซึ่งก้มฟุบหยู่ตามก้นร่องหลุม ตัวสั่นสเทือน และกะท้อนขึ้นลง ดินที่ถมไว้บนหลุมได้ไหลพังลงเรื่อย ๆ หมู่หนุ่งแล้ว ก็หมู่ต่อไป จนหมด ๕ ฝูง ขนะนั้นผู้อยู่ภายในหลุมทุกคน ต่างระลึกและสาธยายคุณพระรัตนไตรกันพึมพำ บางขนะได้ยินเสียงร้องแสดงความตกใจ บ้างก็วิ่งออกมาข้างนอก เนื่องจากความตื่นเต้นอย่างสุดขีด ฉันได้ยึดและปลุกขวันไว้ โดยให้สติว่า เราทุกคนทำงานด้วยความบริสุทธิ์ เพื่อชาติ - ศาสนา - พระมหากสัตริย์ และรัถธัมนูญ ฉะนั้น ผลแห่งการปติบัติหน้าที่นี้ คงปกป้องบันดาลให้เราแคล้วคลาดได้โดยแน่นอน หลบหยู่ประมาณ ๑๐ นาที เมื่อเงียบเสียงระเบิด ฉันจึงค่อย ๆ โผล่หัวออกมาจากหลุม เพราะเข้าใจว่า เครื่องบินข้าสึกกลับหมดแล้ว ขนะนั้นได้มีนายสมคิด นายเกียรติ และทหารตามออกมาด้วย การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ พอมองไปรอบ ๆ ถึงทางด้านแม่โขง - แม่สาย ปรากดว่าเครื่องบินข้าสึกได้แยกออกปติบัติการเดี่ยวเป็นเครื่อง ๆ บินทำวงทยอดกันมาอีก จึงได้สั่งให้รีบเข้าหลุมเดิม ขนะนั้นมีเรื่องหน้าขันเกิดขึ้น คือนายสมคิดซึ่งได้ออกมาดูข้างนอก ต้องการจะเข้าหลุม แต่นายเกียรติยังหยากมองดูอีก จึงเกิดขวางทางกันตรงปากช่องเข้าหลุม นายสมคิดได้เอะอะนายเกียรติเสียงลั่น แม้จะขันบ้างแต่ไม่ปรากดอาการแม้แต่ยิ้ม เพราะยิ้มไม่ออก ฉันได้บอกให้นายเกียรติรีบเข้าไป เพราะเครื่องบินข้าสึก ได้ชักโขลงเรียงหนึ่งลงมาแล้ว เกือบจะช้าไปบ้างเพราะพอฉันซึ่งเป็นคนเข้าสุดท้ายเข้าไปในหลุม ก็ปรากดเสียงปืนจากเครื่องบินข้าสึกดังขึ้น พร้อมด้วยลูกระเบิดตกที่สพานแม่สาย ต่อจากนั้น ทั้งหลุมแทบจะหมดสติสมปรึดี เพราะลูกระเบิดได้ตกไม่ขาดระยะ ดินและต้นหญ้าที่ถมไว้บนหลุมหนาประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ซึ่งได้ถูกระเบิด กะจาย กะเด็นออกในตอนแรก ๆ จนมีสีแดงเหมือนขุดใหม่ เหลือบางอยู่แล้วนั้น เมื่อได้ถูกซ้ำเติมอย่างชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ก็ย่อมกะเด็นกระจายไป..... ตูม - ตูม - ตูม ดินข้างหลุมได้พังถล่มไหลท่วมสีข้างฉันขึ้นมา มิหนำดินข้างบนได้รั่ว ร่วงพรู ไหลกลบมาบนหัวบนหลังอีก ฉันตกใจและขยับตัวขึ้น และยิ่งตกใจอย่างสุดขีด ที่คนงานคนหนึ่งได้ร้องขึ้นว่า "หลุมพังทับตายแล้ว" และจะวิ่งออกมา ฉันได้ให้นายเกียรติจับตัวไว้ เพราะเวลานั้นไม่เห็นกันเลย ควันดินระเบิดได้อบเต็มหลุมไปหมด หายใจแทบไม่ออก เมื่อเหลือบตาขึ้นข้างบน ก็เห็นแสงสว่างทะลุเข้ามาตามรูที่ระเบิด ดินไหลลงมาทับตัว รู้สึกเหมือนกับจะเป็นลม แต่ปากก็คงตะโกนห้าม และให้สติอยู่เสมอ ในปากและจมูก เต็มไปด้วยทราย ขนะนั้นขากันไกรฉันได้หยุดแข็งขึ้นมาทันที และรู้สึกตัวว่า กะท้อนขึ้นพร้อมกับเสียงระเบิดขนาดหนัก ซึ่งฉันซาบภายหลังว่า ได้ตกที่หัวหลุม เพื่อนร่วมตายของฉันที่หลุมบนห่างประมาณ ๕ เมตร หูดับหมด ดินก็ไหลเรื่อยจนฉันรู้สึกว่าเราจะถึงที่อับจนเสียงแน่ กะมั่ง ขนะนั้นเสียงเครื่องบินข้าสึกได้ดังห่างไป เสียงระเบิดและอาการกะเทือนยังมีอยู่ทุกคนพยายามสงบใจนิ่ง เวลานั้นทุกคนเหมือนตายหมด ฉันสติดีขึ้นได้เอื้อมมือไปจับนายสมคิด เรียกก็ไม่ตอบ จึงเขย่าจึงได้รับตอบ และถามว่าใครเป็นอย่างไรบ้างก็เงียบ จึงเรียกนายเกียรติ ดีใจมากที่นายเกียรติปลอกภัย พอเงียบเสียงเครื่องบินข้าสึกในอากาสว่าไปหมดหรือยัง เพราะขนะนั้นหูยังดับ ไม่ค่อยได้ยิน ก็ได้ยินเสียงแหลมของนายเกียรติ ร้องตะโกนดังสุดขีดว่า "ลูกระเบิดใหย่ อยู่ริมหลุมข้างหลัง" แล้วก็ออกวิ่งตื๋อไป ฉันเหลียวขวับไปทันที "โอ้โห!" ดำอึ้ดทึ้ดแอบหยู่ข้างหลุม มองเป็น "ผีท้องขึ้น" ทีเดียว ฉันตกใจ ในหลุมก็แทบหมดสติสมปรึดีอยู่แล้ว เมื่อมาถูกเช่นนี้ รู้สึกคล้ายพบมัจจุราช เพราะขนะนั้นแม้เครื่องบินข้าสึกจะหายไปแล้วก็ดี แต่เสียงระเบิดก็ยังดัง ตูม - ตูม - ตูม..... อยู่เป็นระยะ ๆ ทั่วไป เพราะบางลูกเป็นระเบิดช้า รู้สึกคล้ายกับจะหมดกำลังเรี่ยวแรง แต่เมื่อเห็นพวกเรา ต่างวิ่งกันไม่คิดชีวิต ฉันก็ไปกับเขาได้เหมือนกัน ทีแรกว่าจะวิ่งขึ้นไปบนเขาหลังที่พักตามพวกเราไป แต่กำลังกายใจไม่ให้ทำได้ เมื่อได้วิ่งลุยซากบ้านเรือนที่พังไปถึงข้างหลุมเพื่อนเราที่หลุมบน ได้รีบร้องตะโกนบอกให้ออกจากหลุม เพราะไม่แน่ว่า อ้าย "ผีท้องขึ้น" นั้นจะระเบิดขึ้นมาเมื่อใด เมื่อบอกแล้วเข้าก็วิ่งขึ้นเขากันไปแล้ว ฉันจึงไม่สามารถตามเข้าไปได้ จึงวกไปอาศัยหลุมตำหรวดหลังบ้าน เมื่อลงไปในหลุม ปรากดว่าหลุมเต็มปรี่ ก็อาศัยซุกหัวกันสเก็ดระเบิดเขาหน่อย และได้บอกว่าลูกระเบิดขนาดใหย่ยังไม่ระเบิด หยู่ที่ข้างหลุมฉันอีกหนึ่งลูก ขนะนั้นเสียงระเบิดยังดังตูมตาม และเสียงหวือหวือของสเก็ดระเบิดยังคงปลิวว่อนอยู่ และพลตำหรวดนายหนึ่งก็แย้มขึ้นมาว่าได้ยินเสียงตูมใกล้ ๆ หลุมนี้ครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าลูกระเบิดตกแต่ยังไม่แตกเช่นกัน เลยไม่มีใครยอมออกจากหลุม จนเวลาได้ล่วงไปประมาน ๓๐ นาที ฉันทนไม่ไหว ประกอบด้วยเสียงระเบิดได้ห่างลงมากแล้ว จึงออกจากหลุม ก่อนอื่นรีบเพ่งสายตามองอ้ายผีท้องขึ้นก่อน ภาพที่เห็นปรกดขนะนั้นคล้าย ๆ กับว่า มันนอนยิ้มเพล่หยู่ เลยไม่รู้จักทำอย่างไร จะไปข้างไหนก็ไม่กล้า จนเวลาล่วงไปอีกประมาน ๑๕ นาที ก็เริ่มมีคนเดินถนนและจะผ่านไปทางอ้ายผีท้องขึ้นนั้น ฉันจึงรีบตะโกนบอก พอพวกเขาแลเห็นก็ออกวิ่งอย่างสุดลิดธิจนเวลาล่วงไปอีกราว ๑๐ นาที ผเอินมีทหารเหล่าช่างแสงชั้นร้อยเอกหนึ่งนายผ่านมา ฉันได้รีบบอกไปอีกและ ท่านผู้เสียสละชีพเพื่อชาติได้เตรียมเครื่องมือมาพร้อมแล้วได้รีบวิ่งเข้าไปไขชนวนออก พอเส็ดก็บอกว่าปลอดภัย ฉันหายในโล่งอก แต่เมื่อมองไปเห็นมันนอนอยู่ก็ยังคงไม่สบายใจอยู่นั่นเอง จนกะทั่งทหารได้นำรถยนต์มา และขอคนช่วยยกขึ้นรถยนต์ ฉันรีบสั่งการเร็วจี๋ เพื่อขอให้มันพ้นไปเสียที ใช้คน ๖ คน ก็ไม่ไหว ต้องใช้ถึง ๘ คน ก็ล่อก็อึกอัก ฉันหยากช่วยเต็มแก่ แต่ใจยังไม่ดีและยังละเหี่ยหยู่มาก พอรถเอาไปแล้วก็สบายใจหน่อย แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า มันจะมีพวกอ้ายผีท้องขึ้นนี้ไปนอนอึ้ดทึ้ดหยู่ที่ไหนอีก และการน์ก็จริงดังว่า เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวดค้นในวันต่อมา ปรากดว่ามีอ้ายผีท้องขึ้นชนิดนี้ประมาน ๓ - ๔ ลูก นอนกลิ้งอยู่ แต่ลูกที่ข้างหลุมฉันท่านร้อยเอกผู้กล้าหาญได้บอกว่าขนาดหนัก ประมาน ๕๐๐ ปอนด์ หรือ กิโลกรัมไม่แน่ เมื่อเส็ดพิธีเชินอ้ายผีท้องขึ้นไปรถแล้ว ปรากดว่าฉันไม่สามารถปติบัติการอย่างไร..... บอกไม่ถูก มองไปทางใดก็ราบเรียบพังทลาย เสียงไฟไหม้โรงเรือนและควันยังขึ้นโขมงหยู่ จึงได้พากันไปดูบันดาเอกสารใบสำคัญ และสิ่งของต่าง ๆ ปรากดว่า แตกหัก หลุด พัง กะจัดกะจายละเอียดไม่มีชิ้นดี กระเป๋าหนังขนาด ๒ ฟุดครึ่ง ได้แตกละเอียดปลิวหายไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มองหาโต๊ะอาหารปรากดว่า แหลก เขาไปทาง พื้นกะจาย ถ้วย จาน ชามแตกละเอียด จานสังกะสีขาดเหลือครึ่งใบบ้าง ปลิวหายไปบ้าง ซ่อมช้อนไม่มีเลย ข้าวก็ไม่ได้กินและก็ไม่หิวด้วย กะเป๋าหนังขนาด ๒ ฟุดครึ่ง ซึ่งบันจุใบสำคัญและสิ่งของมีราคา อันเคยหิ้วลงหลุมพร้อมกันทุกคนนั้นแหลกละเอียด เพราะหิ้วไปไม่ทัน ได้เอาวางไว้หัวบันไดจึงแหลกหมด มองดูมุ้ง ที่นอนกะจุยกะจาย ท่อนไม้ กะเบื้อง ก้อนดิน เต็มไปหมด มีควันไฟพลุ่งขึ้นที่ใต้ถุน จึงพากันดับแล้วได้ช่วยกันรวบรวมเท่าที่มีเหลืออยู่เข้าเป็นกลุ่ม กองยัดใส่กะสอบ และปรึกสากันว่าจะไปนอนที่ไหน จะไปตั้งที่ทำการที่ใด เสบียง ๙๙% ขอให้ย้ายออกนอกเขตสหรัถไทยเดิม ฉันพยายามชี้แจงว่า ควรย้ายเข้าในเขตสหรัถไทยเดิมเพราะใกล้เขตงาน ได้โต้แย้งเหตุผลกันอยู่นาน ไม่ตกลง ฉันจึงตกลงใจสั่งให้ย้ายไปตั้งที่ทำการที่วัดบ้านแก้ว ในเขตสหรัถไทยเดิมลึกเข้าไปอีก ๑๑ กิโลเมตร และได้ให้ขนย้ายสำนักงานแต่ในคืนนั้น ส่วนฉันคงนอนเฝ้าอยู่ท่าขี้เหล็กเพราะไม่มีคน สำหรับ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๘๗ เครื่องบินข้าสึกได้โจมตีเฉพาะสพาน และฝั่งท่าขี้เหล็กเท่านั้น พอรุ่งขึ้น ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๘๗ เช้า ต่างคนก็เตรียมหีบห่อไปเข้าถ้ำ ขึ้นเขา หลบภัยกันหมด เพราะกลัวเครื่องบินข้าสึกจะมาโจมตีซ้ำเติม ฉันคงยังอยู่เพราะไม่มีใครอยู่ พอ ๑๑.๐๐ น. ล่วงไปแล้ว อกในให้ระทึกอยู่ตุ๊บ ๆ หูก็แว่วได้ยินอยู่แต่เสียงเครื่องบิน เสียงรถยนต์วิ่งมาก็ขยับวิ่งจะเข้าหลุม พอเวลา ๑๒.๐๐ น. ก็ยังเงียบ วันนี้ฉันหยู่กับนายเกียรติ นายจัน พนังงานขับรถยนต์ นายส่ง พนักงานสถิติ และนายพล พนักงานขับรถบด เมื่อยังไม่มีวี่แววประการใด จึงได้ให้ ๓ คนนี้ไปหุงหาอาหารกลางวัน เขาไปจัดการกันได้ประมาน ๒๐ นาที ค้องสัญญานภัยอากาสที่แม่สายก็ดังขึ้น พวก ๓ คน ได้พากันวิ่งมาที่หลุมที่ฉันอยู่ (หลุมของตำหรวด) ทิ้งกะทะผัดหมูไว้บนเตา มาอยู่ที่นั้นประมาน ๒ นาที ก็ไม่ได้ยินอะไรฉันจึงบอกให้ไปเอากะทะลงเสีย เขาได้พากันเดินไป พอถึงถนนได้พากันมองไปทางเมืองพยาค ขนะนั้นฉันนั่งหยู่ที่โรงตำหรวด พอเสียงตึ้กตั๊ก ฉันเหลียวไปดูเขา ๓ คน ได้วิ่งน่าตื่นกลับมา ละล่ำละลักบอกว่า "มันมาแล้ว" หลายหมู่ (วันนั้นมา ๙ เครื่อง) ฉันจึงได้ยินเสียงกะหึ่มใกล้เข้ามา จึงได้ค่อยมองดู มันมาคราวนี้ได้บินตามแนวทาง ไม่ได้มาตามน้ำโขงอย่างคราวก่อน พอใกล้จะถึงท่าขี้เหล็ก - แม่สาย ก็ดำจิกหัวลงมาทีเดียว ฉันสารภาพว่า วันนี้กำลังใจฉันเสื่อมซามยิ่ง ความเข้มแข็งแทบจะไม่มีเหลืออยู่ เมื่อได้ลงอยู่ในหลุม ก็ได้แต่ระลึกถึงคุณพระรัตนไตร คุณบิดามารดา ต่าง ๆ และคิดว่าเราจะตายเสียวันนี้กะมัง ชักใจเสียมาก เมื่อมันบินผ่านคงได้เห็นว่าโรงเรือน กองทางสนามพังเคฉิบหายหมอแล้ว จึงมิได้ทำอะไร พอเลยไปเข้าใจว่าคงเห็นสพานแม่สายยังหยู่ดี มันก็เลี้ยวกลับ และอาการสท้อนกะเทือนก็ได้เกิดขึ้นทันที เพราะมันเริ่มโปรยลูกระเบิดทำลายขนาดหนักลงมาตั้งแต่หัวตลาดแม่สายฝั่งใต้ ถึงแถบฝั่งตะวันออก เป็นระยะห่างกันลูกละประมาน ๕๐ เมตร จนถึงสพานแม่สาย ก็ได้หย่อนขนาดหนักลงประหัดประหารสพานอย่างเหี้ยมโหดเป็นครั้งที่ ๔ เดชคุณพระรัตนไตร และไทยเทวาธิราช คุ้มครองสพานแม่สาย จึงได้แคล้วคลาดไปได้ในครั้งนี้ ส่วนตลาดแม่สายฝั่งตวันออก ได้เริ่มเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง แม้กะนั้นเครื่องบินข้าสึกก็มิได้หยุดยั้ง เวียนทิ้งระเบิดและยิงกราดด้วยปืนกลไปมาหยู่ตลอดเวลา จนเห็นว่าพระเพลิงได้กะพือฮือโหมโชติช่วงเป็นที่พอใจแล้ว เขาก็เกาะฝูงชักโขลงกลับด้วยความเบิกบานใจ เมื่อเงียบเสียงเราต่างพากันโผล่ออกจากหลุมมองไปรอบ ๆ ได้เห็นควัน แสงไฟลุกพุ่งหยู่ที่ตลาดแม่สาย จะไปช่วยก็ไม่ได้เพราะไม่มีคนเฝ้าดูแลสิ่งของ ที่เรี่ยราดกะจัดกะจายทั่วไป ได้แต่นึกภาวนาเอาใจช่วยให้ไฟระงับลงเสียโดยเร็วเถิด แล้วได้พากันไปที่โรงพัสดุเพราะบ่ายลงมากแล้ว แต่ไม่มีอาการหิวเลย มีแต่โหยละเหี่ยใจ ตื้นตันเมื่อไปถึงปราดว่ากะทะไหม้คาเตาหยู่ จึงช่วยกันจัดทำอีกพักหนึ่งก็ร่วมวงกินกัน ปรากดว่า ทุกคนกินไม่ลง ต่างนั่งกรอกไปตามมีตามเกิดกันหิว พอเส็ดอาหารแล้ว ฉันได้ชวนนายเกียรติไปตรวจสภาพสพานแม่สาย เมื่อเดินเกือบถึงสพานได้เกิดเสียงระเบิดตูมใหย่ขึ้นข้างหลัง กิ่งอำเภอ ได้ความว่าเป็นลูกระเบิดเวลาของเครื่องบินข้าสึกทิ้งไว้ จึงปรึกสากันว่าจะควรไปหรือไม่ ได้มีทหาร พลเรือน เดินกลับหลายคน แต่เราคงพากันเดินต่อไปจนถึงสพาน เมื่อตรวจพิจารนาแล้วเห็นว่าสภาพเช่นวันก่อน จึงเดินเลยไปที่ตลาดไฟไหม้ เมื่อไปถึงไฟเริ่มโซมเพราะหมดไปหนึ่งแถบแล้ว เหลือหัวบ้านอีกเล็กน้อย ได้ไปเยี่ยมหน่วยโทรสัพท์ พบตายหนึ่งบาดเจ็บสาหัสหนึ่ง เจ็บเล็กน้อย ๒ แล้วได้กลับขึ้นท่าขี้เหล็ก พอตกบ่ายรถยนต์ซึ่งได้ไปหลบภัยก็วิ่งกลับมา ก็ได้ข่าวว่า ในเที่ยวกลับเครื่องบินข้าสึกได้ร่อนกราดตามทาง และหมู่บ้านข้างทางตลอดไป ฉันจึงขึ้นรถไปบ้านแก้ว ได้รับรายงานของนายบูรนะ และพนักงานทุกคนว่า หยู่ไม่ได้แล้ว และหน่วยกองทางสนามเป็นจุดหมายทำลาย เพราะมีเครื่องมือเครื่องใช้มาก ควรหลบหลีกให้ปลอดภัยเพราะในสหรัถไทยเดิมดาดดื่นไปด้วยแนวห้า (หน่วยจารกรรมของฝ่ายข้าสึก) ฉันรับซาบแล้วได้กลับมานอนท่าขี้เหล็ก พิจารนาตกลงใจว่าควรจะย้าย จึงได้ออกตรวจหาสถานที่ในรุ่งขึ้นแต่เช้า พอข้ามสพานแม่สายก็พบกับเสนาธิการกองทัพพายัพ และผู้บังคับหน่วยทหารช่างกองทัพพายัพ จึงได้รายงานเหตุการทั้งมวล เสนาธิการกองทัพพายัพบอกว่าควรจัดหาสถานที่ย้ายใหม่ ผู้บังคับหน่วยทหารช่างบอกว่าควรไปหยู่แถววัดขัวแคร่ ฉันได้ตอบว่า จะไปตรวจและพิจารนาดูก่อน จึงได้ลามาตรวดเห็นว่าที่วัดห้วยไคร้พอเหมาะดี และห่างเขตงานไม่มากนัก จึงได้จัดการย้ายที่ทำการมาจากบ้านแก้วแต่ในคืนวันที่ ๑๖ ส่วนฉันยังนอนท่าขี้เหล็ก หลังจากท่าขี้เหล็กถูกโจมตีเมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๘๗ แล้วคืนนั้นทหารได้ส่ง ปตอ. (ปืนต่อสู้อากาสยาน) ได้ตั้งที่บนเขาหลังที่ทำการกองทางสนาม ๒ กะบอก และได้เริ่มยิงต่อสู้ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗ จึงทำให้กองทางสนามเป็นที่หมายสำรอง ในการที่เครื่องบินข้าสึกจะโจมตีต่อสู้กับ ปตอ. ของเรา ซึ่งย่อมจะมีลูกหลงไม่ใช่น้อย จึงได้รีบย้ายน้ำมันในหลุมทุกชนิดในคืนนั้นโดยเร็ว การทำงานไม่สะดวก มีเวลาแค่กลางคืน การบันทุกก็มากไม่ได้เพราะสะพานแม่สายชำรุด คนงานหลบหนีหมดเกนไม่ได้เลย แม้แต่พนักงานของเราก็ใจไม่ดี ส่วนมากฉันได้ขับรถและช่วยขน อำนวยการโดยเร่งรีบ และจำต้องปลูกส้างขนย้าย ยุดโทปกรณ์ที่ชำรุด แม้นการตรวจสอบความเสียหายก็ไม่มีเวลา ซ้ำต่างก็ป่วยไข้ไปตาม ๆ กัน พอย้ายมาหยู่ห้วยไคร้ได้ ๕ วัน ก็มีเครื่องบินตรวดการข้าสึกเข้ามาร่อนวนเวียนอีก ก่อให้เกิดความตื่นเต้นแก่พวกเรา และพอหยู่ได้ ๑๑ วัน ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๗ เวลา ๑๒.๐๐ น. ขนะที่ฝนกำลังตก ได้มีเครื่องบินข้าสึก ๔ เครื่อง เข้าโจมตีสพานแม่สาย และยิงกราดท่าขี้เหล็ก - แม่สาย เกิดความเสียหายแก่สพานแม่สายเพิ่มขึ้น และสิ่งของเสื้อผ้าพนักงานที่อยู่เฝ้าโรงงานถูกยิงทะลุแตก ขาด เสียหาย คราวนี้เครื่องบินข้าสึกมุ่งทำลายฉเพาะสพานเป็นส่วนใหย่ จึงไม่ใคร่มีความเสียหายแก่หน่วยใด ๆ เกิดขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)